เข้าใจการปรับแต่ง ABOVE – BELOW the Fold เพื่อผล SERP

above-the-fold-2
Source: https://think.storage.googleapis.com/docs/4-new-moments-every-marketer-should-know.pdf

บทความนี้ ได้รับการแปลจากบทความของคุณ “Jim Yu” ที่เขียนและตีพิมพิ์ใน SearchEngineWatch 06 OCT 2016 > https://goo.gl/lSpD0M

บทความนี้ ก่อนจะแปลออกมา เมื่ออ่านหัวข้อ ผมขอใช้ BIAS ส่วนตัวในการเดาเรื่อง ABOVE THE FOLD. ก่อนนะครับ

สรุปคร่าวๆจากประสบการณ์ตรงที่เคย ทำ WEB PORTAL ขนาดใหญ่ และเห็น LINKS มูลค่า 2พันล้านบาทไทยมาแล้ว (Accumulated Budget) มันตัดกันที่ CODE จริงๆครับ และวัดที่ “ABOVE THE FOLD” โดยผมคิดเห็นสิ่งนี้ครับ

  • ความเป็น Dynamic.
  • ความเป็น Dynamic ที่ Follow Trend
  • การ Concern เรื่อง Trending Keyword

หลักการคิดง่ายๆ ไม่ต้องปวดหัวเลย อันนี้ (BIAS) เดาใจคนพัฒนา User Experience ของการทำเว็บ
เว็บที่มีความเป็น Dynamic มากๆ
ผมสังเกตเว็บแนวเทาๆ จะใช้เทคนิค การทำ Feed Update จาก User Content (Content 2.0) เข้ามาทำให้เว็บติดอันดับโดยไม่ต้องใช้ BACKLINK ปั้นจำนวนมากเลย

และประสบการณ์โดยตรง WEB FORUM หรือ PORTAL ที่ FEED ข่าวได้ตรงกลุ่ม และ Internal ดีๆ (เน้นทำ ONPAGE+SITE STR.) และโฟกัสที่ “ABOVE THE FOLD” เป็นสำคัญ เหมือน เสี้ยวของเงินล้าน จะอยู่ที่จุดนี้จริงๆ

ฉนั้น DATA HIGHLIGHTER ต้องค่อยๆพัฒนาและลงทุนตรง “ABOVE THE FOLD” สำหรับเว็บที่อยาก DOMINATION ตลาดนะครับ
“ABOVE THE FOLD” SEO ผมขอแนะนำสำหรับเว็บขนาดใหญ่ ที่มี Dynamic Content จริงๆ จะไม่เปลืองพลังมาก

 


Jim Yu — Google SERPs ยังคงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อ End-User สำหรับการสร้าง Brand ให้ประสบความสำเร็จ และดึงดูด Organic Traffic. เราจำเป็นต้องดำเนินการปรับแต่งอยู่เสมอ

เมื่อพิจารณาผลการวิจัยของเราโดยใช้ “BrightEdge” (เครื่องมือ Keyword tool ของ SEO) ได้แสดงให้เห็นว่า มีการประมาณไว้ 51% ของ Traffic ที่เข้ามาทาง Organic ส่วนการเปลี่ยนแปลงใน การแสดงผลใน Search Engine ได้ทำให้ แบรนด์ต่างๆ ต้องให้ความสำคัญตรงนี้มากๆ

ตำแหน่งของการแสดงผลลัพธ์ในการจัดอันดับ (SERP) จะได้รับผลกระทบถึงจำนวนของยอด Clicks ที่เราได้รับเข้ามาใน Website

อะไรที่ทำให้ลูกค้าเข้ามาในเว็บเรา แล้วต้องการมองเห็น เมื่อเขาได้ค้นหาในสิ่งที่ เฉพาะเจาะจงมากๆ นั่นแหละที่จะมีอิทธิพลในตอนที่เขา Click และพิมพิ์ผลการค้นหา ที่เขาได้ต้องการจริงๆ

Google ได้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น และเข้าใจมนุษย์มากยิ่งขึ้น และสามารถพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นอีกมาก

ความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา เราได้เห็นแล้วในการแสดงผลในการจัดอันดับ

Google ได้ดึงดูด ความสนใจ จากการเปลี่ยนแปลงอันนี้ ที่กล่าวไว้ข้างต้น (SERP) ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เมื่อ Google ได้ Remove โฆษณาออกไปจาก การแสดงผลทางด้านข้าง (Side Bar) และเพิ่มพื้นที่ของ โฆษณา ทางด้านบนของผล Organic ที่เราค้นหา แบรนด์อะไรที่เราต้องการจ่าย หรือ ให้ความสนใจ จะได้รับความสนใจอย่างเป็นพิเศษจาก Google เช่นกัน

 

LOGO Search Monopoly size 45px ทัศนะ SEARCH MONOPOLY — เราได้มีมุมมอง คล้อยตามสิ่งที่ Jim Yu นักการตลาดท่านนี้กล่าวไว้ ในเรื่องของ 51% ของ Traffic มาจาก Organic อันที่จริง มันมีเหตุผลของมันที่ทำไม การค้นหา แบบ PPC ทำได้ยากกว่า , เขาได้อธิบายชัดเจนแล้วว่า คนเรามักค้นหา keyword ใน Google ด้วยคำต่างๆ จำนวนมาก เราจึงหลีกหนีการทำ SEO และการพัฒนา การค้นหาให้หลากหลายมากมายแบบไม่มีที่สิ้นสุด

 

above-the-fold-ctr

Source: http://www.brightedge.com/sites/default/files/BrightEdge-Research-Demystifying-Google-SERP-Layout-Changes-2016_0.pdf

 

Jim Yu — เราได้เห็นสัญญาณในปีนี้ Google ได้อธิบาย การค้นหานั้นๆ ในรูปแบบ สัญญาที่ระบุได้ถึงความต้องการนั้นๆ นั่นหมายถึงว่า ทำไมเวลาที่เราค้นหาแบบวลียาวๆ เราจะได้ภาพของ Keyword นั้นๆ หรือ อาจจะแสดงผลเป็นสถานที่ 3 ที่ เป็นต้น

ช่วงเวลาเล็กๆ — ระดับไมโคร

ที่ผ่านมาเร็วๆนี้ Google ได้วาดภาพการให้ความสนใจของเรา โดยมีไอเดีย แบบช่วงเวลา ณ ขณะใดขณะหนึ่ง (Micro – Moments)

Micro-moments ได้มีขึ้น เมื่อผู้คนต่างเริ่มที่จะเปลี่ยนการใช้งานมาเป็น Device อื่นๆที่หลากหลายอย่างเช่น Smart Phone เพื่อที่จะค้นหาสิ่งที่ต้องการ หรือเรียนรู้อะไรบางอย่าง หรือทำอะไรบางอย่าง หรือพยายามที่จะค้นหาสิ่งๆหนึ่ง หรือดูคลิป Online หรือการซื้อของออนไลน์

พวกเขาเหล่านั้นอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง และเมื่อการตัดสินใจเกิดขึ้นในขณะนั้น และรูปแบบการแสดงผลได้ถูกออกแบบมาเฉพาะเจาะจง นี่แหละที่เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับ Google

มันเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากๆ ที่จะมองเห็นมันเปลี่ยนไป มากกว่าที่จะ มานั่งดูพวก Check List ซึ่งเป็นโลกทัศน์ใหม่ของพื้นที่ของการแสดงผล (SERP) และการปรับแต่ง Keywords

แบรนด์ ได้ทำการเรียนรู้ที่จะนำมาจัดการ เพื่อโฟกัสผลการจัดอันดับให้ดียิ่งขึ้น เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยนำเอา Micro-Moments เหล่านี้ เข้ามาใส่ในระบบการจัดการ ที่พวกเขาออกแบบในกลยุทธ์เหล่านั้น นี่แหละที่จะสร้าง Traffic คนเข้ามาในเว็บได้ดียิ่งขึ้นไป

ในระบบใหม่นี้ ต้องการให้ แบรนด์เข้าใจ ผู้ใช้งานของเขา เพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแผนเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้เว็บไซต์นั้นออกแบบมาตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่ดีกว่า

 

ทำอย่างไร เราจึงจะเข้าใจ ผลกระทบของ SERPs ?

Google ได้ทำงานและสร้างผลการจัดอันดับ (SERPs) และได้นำมาจัดเรียงเข้ากับผู้ใช้งาน ในเรื่องของส่วนสำคัญที่ผ่านมานั้น Micro Mometns ได้นำเอากระบวนการอันนี้ไปใช้งาน

Google ได้โฟกัส รูปแบบอยู่ 4 รุปแบบ ของ Micro-Moments ที่แบรนด์ต่างๆ ควรเข้าใจและคุ้นชินเพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จดังนี้

  • 1. ฉันต้องการที่จะซื้อเดี๋ยวนี้
  • 2. ฉันต้องการที่จะรู้เดี๋ยวนี้
  • 3. ฉันต้องการที่จะไปเดี๋ยวนี้
  • 4. ฉันต้องการที่จะทำอะไรเดี๋ยวนี้

Google ได้ทำงานเพื่อให้ผู้ใช้งานได้เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเห็น และ พิมพิ์การค้นหาเหล่านั้น แล้วคำค้นเหล่านั้นตรงจุดที่อยู่ใน 4 กลุ่มที่กล่าวมา
การค้นหานั้น ได้แสดงสิ่งที่แปลกออกไป นำมารวมกันเป็นชุดการแสดงผลในรูปแบบ อย่างเช่น แผนที่ตั้ง , Ads PPC , ผลการค้นหาแบบ Organic และ รูปภาพ

Google ได้แนะนำนวตกรรมใหม่ที่เรียกว่า AMP Pages คือการโหลดหน้ามือถือแบบใหม่ที่ช่วยให้ ผู้ใช้งานได้คำตอบอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไปไหนมาไหนนั่นเอง การดันสิ่งใหม่นี้ ให้กลายเป็น Markup สำหรับหน้าเพจ สำหรับ AMP ได้จัดการของ Google ให้พัฒนา สิ่งที่ ฉันต้องการ ในส่วนของประสบการณ์ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง

 

above-the-fold-2

พวกเขาได้ทำการทดลอง ในผลที่แตกต่างกัน เช่น Rich Card และ Answer Box ที่ด้านบนสุดของสิ่งที่ค้นหา
สูตรปรุงอาหาร — ตัวอย่างเช่น “สิ่งที่ฉันอยากรู้” อันไหน ในขณะนั้น ที่จะทำการ แสดงผลให้กับ Answer Box พร้อมไปกับสูตรปรุงอาหาร และภาพตัวอย่าง บนด้านบนการแสดงผลลัพธ์การค้นหา

Brand จะเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างไรให้เป็นที่สนใจของ SERP ?

1. เรียนรู้ ในช่วงเวลาต่างๆของผู้ใช้งานให้ดียิ่งขึ้น
แบรนด์ จำเป็นที่จะต้อง เข้าใจและคุ้นชินกับสิ่งที่ผู้คนเขาชอบที่จะดู เมื่อเขามีความต้องการอย่างสูงในช่วงเวลานั้น ให้เข้าไปดูที่ ข้อมูลของลูกค้า เฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลของการใช้งาน Mobile ของผู้ใช้งานและนั่นคืออะไรที่ลูกค้าและผู้ชมเข้ามาสู่เว็บไซต์ของคุณ และดูชนิดของผู้ใช้งานที่เข้ามาซื้อ และดูว่า เนื้อหาชนิดใดที่ทำได้สำเร็จที่สุด

ให้ขึ้นอยู่กับชนิดของ Micro Moments เหล่านั้น ที่จะนำพาธุรกิจของคุณเข้าไปในสถานะการณ์ต่างๆ เช่นเราจะโฟกัสตรงจุดที่ “ลูกค้าอยากจะซื้อ ณ ขณะนั้น” และเขาต้องการที่จะไป ณ ขณะนั้นเลย หากที่นั่นได้มี ร้านค้าแบบ “brick-and-mortar” ในรายการค้นหา และอาจแสดงผล วิธีการที่จะเดินทางเข้าไปสู่จุดนั้น มันได้รับความนิยมและน่าสนใจมากขึ้น ในเรื่องของการค้นหาที่แตกต่างกันเช่น

  • “ไอเดียการสร้างห้องนอน” หรือ “วิธีการตกแต่งห้องนอน”

Google จะทราบได้ทันที่ว่า “ไอเดียการสร้างห้องนอน” เป็นสิ่งที่ ผู้ใช้งานอยากจะเรียนรู้ในขณะนั้น มันอาจจะแสดงผลการค้นหาด้วยภาพเข้ามาใน SERP มากกว่า และเมื่อคำค้นที่เป็น “วิธีการตกแต่งห้องนอน” อย่างนี้ Google เลือกที่จะแสดง Ads ขึ้นมาด้วยที่ตำแหน่งด้านบนสุด เพราะว่าอาจเป็นเรื่องที่ผู้ค้นหาต้องการซื้อ เฟอร์นิเจอร์มาตกแต่งบ้าน

สำหรับเว็บไซต์ ที่จะสร้าง ฟังค์ชั่นเกี่ยวกับ การโฟกัสบน SERP เขาจำเป็นต้องทำในรูปแบบการตลาดแบบ Hybrid ผู้ที่ทำ PPC และ SEO ต้องการที่จะทำร่วมกัน ด้วยการสร้างช่องทางออนไลน์ ที่จะแสดงผลทั้งแบบ Above และ Below the Fold เราจะสามารถนำเวลาที่ถูกต้อง เพื่อพัฒนารูปแบบต่างๆของเนื้อหา เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามันจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ไปพบกับสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการได้จริงๆ

 

2. สร้าง List ของคำค้นหา ที่อยู่ตรงกลาง เพื่อเข้าใจสิ่งที่ลูกค้ากำลังสนใจ

Keyword เหล่านี้ ควรถูกคัดเลือกเข้ามาอย่างระมัดระวัง การวิจัย Keyword นั้นเป็นเรื่องที่ทำให้คุณได้เปิดเผยและค้นพบคำค้นหาต่างๆ ที่ได้รับความนิยม นั่นจะได้รับการใช้งานจากผู้ใช้งาน บนเส้นทางของผู้ซื้อได้

เมื่อพิจารณา Micro-Moments มันจะส่งผลกระทบไปสู่เว็บไซต์ของคุณอย่างเห็นได้ชัด (แรงมากๆ) ในช่วงเวลาหลายๆช่วง ของเส้นทางที่เข้ามาค้นพบ
ตัวอย่างเช่น — ในช่วงเวลาเริ่มต้น ผู้ใช้งานจะเข้ามาเรียนรู้ ขณะที่ตอนจบของ การเดินทางมายังจุดที่ เขาต้องการจะซื้อ ของ Micro-Moment

 

3. ให้สืบหา สิ่งที่ทำให้การแสดงผลจากการทำอันดับ ใน Keyword ของคุณที่อยู่ใน Above the Fold

ดูว่า การแสดงผล 3 Location หรือแผนที่มันแสดงผลด้วย และลองนับดูว่ามี โฆษณาขึ้นแสดงผล และ ผลของ Organic นั้นปรากฏ ที่ง่ายที่สุด มันจะถูกพัฒนาอยู่ตรงเป้าหมาย ของกลยุทธ์ออนไลน์

4. ปรับแต่งเนื้อหาของคุณ จาก Layout ที่ปรากฏบน SERP อยู่เสมอ

ขณะที่เนื้อหาทั้งหมด มันสมควรเข้าไปอยู่ในรูปแบบ SEO Optimization (การปรับแต่งทาง SEO) เพื่อเพิ่มเป้าหมายทางผลทางการจัดอันดับทาง Organic คุณมีควมจำเป็นจะต้องค้นหา โอกาสต่างๆเพื่อที่จะซื้อ โฆษณาบนหัวผลการค้นหาของ Organic เหล่านั้น พร้อมทั้งการทำผลการปรับแต่งเพื่อแสดงผลตอบกลับอย่างรวดเร็ว อาทิ Google Local และ ภาพ

เมื่อได้ทำให้ชัดเจน ว่าคุณได้ทำการปรับแต่งเนื้อหาอย่างถูกต้องแล้ว คุณจะสามารถมั่นใจได้ว่า มันจะทำอันดับได้ดีอย่างเป็นไปได้มากที่สุด ขณะที่การแสดงผลให้กับผู้เข้าชมได้ทำความเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาต้องการ ในขณะนั้น

5. ให้นำผู้เชี่ยวชาญทางด้าน SEO และ PPC เข้ามาด้วยกัน

ด้วยความต้องการอย่างมากในเรื่องของการปรับแต่งสำหรับ SERP ทั้งหมด ตรงจุด Above the Fold นั้น Brand ของคุณจำเป็นต้องนำแผนกต่างๆของ Online Marketing เข้าไว้ด้วยกัน มันจะสามารถทำงานร่วมกันได้ และทำความเข้าใจผู้ใช้งานที่กำลังค้นหาอยู่ในระหว่างที่ช่วง Micro-Moments ได้พบกับสิ่งที่ลูกค้านั้นดำเนินและเป็นอยู่

Google ได้ทำอย่างต่อเนื่องในการปรับค่า SERP เพื่อให้จัดเรียงผลของการแสดงทางด้านการตลาด พวกเขาต้องการให้เว็บไซต์ ขึ้นติดอันดับตามความต้องการของลูกค้า ในช่วงเวลานั้นจริงๆ นั่นแหละคือสิ่งที่ต้องทำ และได้รับผลที่ดีเกินคาดจาก Google SERP

จงระวัง การวิเคราะห์เรื่องของ Micro-Moments และหนึ่งในนั้นได้ประยุกต์อยู่บนลูกค้าของพวกเขา แบรนด์ต่างๆ สามารถเริ่มที่จะพัฒนาปละปรับแต่งส่วนประกอบต่างๆเพื่อให้ผู้เข้าชมเว็บต้องการ และประสบความสำเร็จอย่างสูงจากหน้าผลการค้นหา

245 total views, 2 views today

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*