ประเภทของการประกันวินาศภัย

การแบ่งประเภทของการประกันวินาศภัยในประเทศไทยสามารถแบ่งได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้
อ้างอิง โดยทั่วไปสามารถแบ่งตามวัตถุที่เอาประกันภัย ตามลักษณะของผู้เอาประกันภัย และตามที่กำหนดใน
พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตลอดจนผลิตภัณฑ์ประกันภัยพิเศษ และการ
ประกันวินาศภัยสำหรับผู้เอาประกันภัยรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์)

1. การแบ่งประเภทการประกันวินาศภัยตามวัตถุที่เอาประกันภัย

การแบ่งประเภทการประกันวินาศภัยในลักษณะนี้ เป็นการแบ่งโดยพิจารณาจากวัตถุที่เอาประกันภัยเป็น
หลัก ซึ่งวัตถุที่เอาประกันภัยมี 3 ประเภท คือ ส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และความรับผิด ดังนั้นจึงแบ่งประเภท
การประกันวินาศภัยตามวัตถุที่เอาประกันภัยได้ 3 ประเภท ดังนี้

1.1 การประกันภัยส่วนบุคคล (Personal Insurance) เป็นประเภทของการประกันวินาศภัยที่คุ้มครอง
ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิต ร่างกาย และอนามัยของผู้เอาประกันภัย เช่น การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล
การประกันภัยอุบัติเหตุการเดินทาง การประกันภัยผู้โดยสารเรือสำหรับโดยสาร การประกันภัยสุขภาพ เป็นต้น
1.2 การประกันภัยทรัพย์สิน (Property Insurance) เป็นประเภทของการประกันวินาศภัยที่คุ้มครอง
ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน เช่น การประกันอัคคีภัย การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก การประกันภัย
ความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน การประกันภัยรถยนต์ การประกันภัยสำหรับเงิน เป็นต้น
1.3 การประกันภัยความรับผิด (Liability Insurance) เป็นประเภทของการประกันวินาศภัยที่คุ้มครอง
ความรับผิดของผู้เอาประกันภัย ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย
ทรัพย์สิน หรือความเสียหายทางการเงินของบุคคลภายนอก เช่น การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อ
บุคคลภายนอก การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย
การประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ เป็นต้น

2. การแบ่งประเภทการประกันวินาศภัยตามลักษณะของผู้เอาประกันภัย

การแบ่งประเภทการประกันวินาศภัยในลักษณะนี้สามารถแบ่งได้2 ประเภท ดังนี้
2.1 การประกันภัยส่วนบุคคล (Personal Line Insurance) เป็นการประกันภัยสำหรับผู้เอาประกันภัย
ที่เป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งครอบคลุมทั้งการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองชีวิต ร่างกาย อนามัย และทรัพย์สิน รวมทั้ง
ความรับผิดต่าง ๆ โดยผู้เอาประกันภัยรายหนึ่งสามารถเลือกเอาประกันภัยได้หลายรูปแบบ โดยพิจารณาตามความ
เสี่ยงของตนเอง
2.2 การประกันภัยเชิงพาณิชย์(Commercial Line Insurance) เป็นการประกันภัยสำหรับผู้เอาประกันภัย
ที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่ต้องการความคุ้มครองสำหรับความเสี่ยงต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งครอบคลุม
ทั้งการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สิน ธุรกิจหยุดชะงัก รวมทั้งความรับผิดต่าง ๆ โดยผู้เอาประกันภัย
สามารถเลือกเอาประกันภัยได้หลายรูปแบบ โดยพิจารณาตามความเสี่ยงต่อธุรกิจของตนเอง

3. การแบ่งประเภทการประกันวินาศภัยตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535

ในพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีการกำหนดประเภทการประกันวินาศภัย
ไว้ 4 ประเภท ดังต่อไปนี้

  • 1.การประกันอัคคีภัย
  • 2.การประกันภัยรถยนต์
  • 3.การประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
  • 4.การประกันภัยประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ 3 ประเภทข้างต้น (นิยมเรียกว่า การประกันภัยเบ็ดเตล็ด)
    ซึ่งการประกันภัยแต่ละประเภทมีกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลบางเรื่องที่แตกต่างกัน เช่น การวางหลักทรัพย์
    การกำหนดค่าบำเหน็จ ค่าความเสี่ยงในการคำนวณเงินกองทุนของบริษัทประกันวินาศภัย เป็นต้น
    ผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัยในประเทศไทย

1.การประกันอัคคีภัย (Fire Insurance)

การประกันอัคคีภัยเป็นการประกันภัยทรัพย์สินซึ่งให้ความคุ้มครองแบบระบุภัย (Named Perils Basis)
กล่าวคือ ให้ความคุ้มครองความสูญเสีย หรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย อันเนื่องมาจากภัยที่ระบุไว้
เท่านั้น
การประกันอัคคีภัยยังแบ่งได้อีก 2 ประเภทเพื่อตอบสนองความเสี่ยงของผู้เอาประกันภัยที่แตกต่างกัน คือ การ
ประกันอัคคีภัย และการประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย

1.1 การประกันอัคคีภัย (Fire Insurance)

เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองอาคารและสิ่งปลูกสร้าง (ไม่รวมฐานราก) ที่ใช้เป็นสถานที่ประกอบ
กิจการต่าง ๆ เช่น ร้านค้า สำนักงาน โรงภาพยนตร์ ศูนย์การค้า โกดังหรือโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ตลอดจน
ทรัพย์สินอื่น ๆ ที่เอาประกันภัยไว้ เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งติดตั้งตรึงตรา อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องใช้ไฟฟ้า
สต็อกสินค้า เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้า เป็นต้น โดยคุ้มครองแบบระบุภัย (Named Perils Basis) สำหรับ
ความเสียหายจากภัยต่อไปนี้
1) ไฟไหม้
2) ฟ้าผ่า
3) การระเบิดของแก๊สที่ใช้สำหรับทำแสงสว่างหรือประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยเท่านั้นแต่ไม่รวมถึง
ความเสียหายจากการระเบิดของแก๊สจากแผ่นดินไหว
4) ภัยเพิ่มพิเศษ ที่ได้ระบุไว้ชัดเจนในกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย
ภัยเพิ่มพิเศษซึ่งผู้เอาประกันภัยสามารถขอขยายความคุ้มครองโดยจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม เช่น
ภัยแผ่นดินไหว ภัยน้ำท่วม ภัยเนื่องจากน้ำ ภัยจากลูกเห็บ ภัยลมพายุ ภัยจากการนัดหยุดงาน ภัยจลาจล
ภัยต่อเครื่องไฟฟ้า ภัยระเบิด ภัยอากาศยาน ภัยจากยวดยานพาหนะ ภัยจากควัน ภัยจากการกระทำอย่างป่าเถื่อน
หรือการกระทำอันมีเจตนาร้าย เป็นต้น
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการ เช่น บริษัท ห้าง ร้าน โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ

 

1.2 การประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย (Fire Insurance for Dwelling House)

เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้าง (ไม่รวมฐานราก) ที่ใช้
เป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้น เช่น บ้าน ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด ตึกแถวสำหรับอยู่อาศัย ห้องชุดสำหรับอยู่อาศัยในแฟลต
อาคารชุด คอนโดมิเนียม อาคารย่อย โรงรถ กำแพง รั้ว ประตู เป็นต้น รวมทั้งส่วนปรับปรุงต่อเติม (ยกเว้นฐานราก)
และทรัพย์สินภายในสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ภายในสถานที่เอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เช่น เฟอร์นิเจอร์

 

เครื่องตกแต่ง สิ่งติดตั้งตรึงตรา เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน เครื่องดนตรี เครื่องเสียง เครื่องครัว
เครื่องนุ่งห่ม และทรัพย์สินอื่น ๆ เพื่อการอยู่อาศัยของผู้เอาประกันภัย โดยคุ้มครองแบบระบุภัย (Named Perils
Basis) สำหรับความเสียหายที่เกิดจาก

  1. 1) ไฟไหม้
  2. 2) ฟ้าผ่า (รวมถึงความเสียหายต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกิดจากการลัดวงจรจากฟ้าผ่า)
  3. 3) ระเบิด
  4. 4) ภัยจากการเฉี่ยว และ/หรือ การชนของยวดยานพาหนะ หรือสัตว์พาหนะ
  5. 5) ภัยจากอากาศยาน และ/หรือ วัตถุที่ตกจากอากาศยาน
  6. 6) ภัยเนื่องจากน้ำ (ไม่รวมน้ำท่วม) อันเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ รวมถึงน้ำฝนที่ไหลผ่านช่องชำรุดของ
    ประตู หน้าต่าง วงกบ ช่องรับลม ช่องรับแสงสว่าง ท่อน้ำหรือรางน้ำ แต่ไม่รวมถึงน้ำท่วม น้ำไหลบ่าจากทางน้ำ
    ภายนอก ท่อประปาใต้ดินที่อยู่ภายนอกอาคาร ระบบเครื่องพรมน้ำดับเพลิง หรือระบบดับเพลิงอัตโนมัติ หรือระบบ
    หัวกระจายน้ำดับเพลิง (Automatic Sprinkler System)
  7. 7ภัยจากลมพายุ
  8. ภัยจากน้ำท่วม
  9. ภัยจากแผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด หรือคลื่นใต้น้ำ หรือสึนามิที่มีสาเหตุจากธรรมชาติ
  10. ภัยจากลูกเห็บ

การคุ้มครองภัยธรรมชาติตามข้อ 7) – 10) จะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงทุกภัยรวมกันแล้วไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี
นอกจากนี้ กรมธรรม์ประกันภัยนี้ยังได้ขยายความคุ้มครองในส่วนของค่าเช่าที่อยู่อาศัยชั่วคราว
กรณีอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่เอาประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายจากภัยตามข้อ 1) – 6)
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่เป็นเจ้าของบ้าน ตลอดจนคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด
เป็นต้น

1.3 การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (เนื่องจากภัยที่เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย)

[Business Interruption Insurance (due to Insured Perils under Fire Insurance Policy)]

เป็นอีกกรมธรรม์ประกันภัยหนึ่งที่สามารถทำคู่กับกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย เมื่อเกิดความสูญเสีย หรือ
ความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยแล้ว การประกันอัคคีภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะตัวทรัพย์สินที่
เอาประกันภัยไว้ส่วนการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักจะคุ้มครองผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นสถานประกอบธุรกิจในกรณี
ทรัพย์สินที่ใช้เพื่อประกอบธุรกิจ ณ สถานที่เอาประกันภัยได้รับความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจาก
ไฟไหม้ ฟ้าผ่า การระเบิดของแก๊สที่ใช้สำหรับทำแสงสว่าง หรือประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัย หรือความเสียหาย
เนื่องจากภัยเพิ่มพิเศษอื่น ๆ ที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย ในระหว่างระยะเวลาที่ได้
เอาประกันภัย และเป็นผลให้ธุรกิจที่ดำเนินอยู่ ณ สถานที่เอาประกันภัยต้องหยุดชะงัก หรือได้รับผลกระทบ บริษัท
จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามจำนวนความสูญเสีย หรือเสียหายที่แท้จริงอันเป็นผลของการที่
ธุรกิจต้องหยุดชะงัก หรือได้รับผลกระทบตามแต่ละรายการที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย เช่น ถ้าเป็นการ
เอาประกันภัยกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ก็จะให้ความคุ้มครองจำกัดเฉพาะการสูญเสียกำไรขั้นต้น (Loss of Gross
Profit) อันเนื่องมาจากการลดลงของยอดรายได้ (Reduction in Turnover) และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการ
ดำเนินกิจการ (Increase in Cost of Working) เป็นต้น เพื่อทำให้ผู้เอาประกันภัยกลับสู่สถานะทางการเงินดังเดิม
เสมือนไม่ได้เกิดวินาศภัยนั้นขึ้น
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับธุรกิจการค้า หรือสถานประกอบธุรกิจต่าง ๆ

 

2.การประกันภัยรถยนต์(Motor Insurance)

คำว่าการประกันภัยรถยนต์ ในประเทศอังกฤษตลอดจนประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป และเอเชียส่วนใหญ่
จะเรียกว่า Motor Insurance ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่นจะเรียกว่า Automobile Insurance
การประกันภัยรถยนต์มี2 ประเภทหลัก คือ

  • 2.1 การประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (Compulsory Motor Insurance)
  • 2.2 การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (Voluntary Motor Insurance)

แบบของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้

1) กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
2) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
3) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก
4) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย
5) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ รวมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
6) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก รวมการคุ้มครอง
ผู้ประสบภัยจากรถ
7) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย รวมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
แบบกรมธรรม์ประกันภัยที่ 1) ใช้สำหรับการคุ้มครองเฉพาะการประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ
แบบกรมธรรม์ประกันภัยที่ 2) 3) 4) ใช้สำหรับการคุ้มครองเฉพาะการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ส่วนแบบ
กรมธรรม์ประกันภัยที่ 5) 6) 7) ใช้สำหรับการคุ้มครองทั้งการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ และการประกันภัย
รถยนต์ภาคบังคับในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียว

2.1 การประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (Compulsory Motor Insurance)

เป็นการประกันภัยที่เจ้าของรถแต่ละคันต้องจัดให้มีประกันภัยตามความคุ้มครองที่กำหนดไว้ใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีแบบกรมธรรม์ประกันภัยที่ใช้คือ
การประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (Insurance Protection for Motor Vehicle Victims) หรือที่
เรียกกันสั้น ๆ ว่า “การประกันภัย พ.ร.บ.” ซึ่งกำหนดให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถ หรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มี
การประกันภัย พ.ร.บ. (เว้นแต่รถที่ พ.ร.บ.ฯ ระบุยกเว้นไว้ เช่น รถของสำนักพระราชวัง รถสำหรับเฉพาะองค์
พระมหากษัตริย์ รถของกระทรวง ทบวง กรม เป็นต้น) มิเช่นนั้นจะมีโทษตามกฎหมาย การประกันภัยรถยนต์
ภาคบังคับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประสบภัยจากรถทุกคน เมื่อประสบภัยจากรถที่ใช้ หรืออยู่ในทาง หรือเนื่องจาก
สิ่งที่บรรทุก หรือติดตั้งในรถนั้น ส่งผลให้ได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย ได้รับการชดใช้และเยียวยา
ความสูญเสีย หรือเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น
ในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้น ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิดสำหรับ
เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ และเป็นค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต โดยบริษัทประกันภัยจะชดใช้ให้แก่
ผู้ประสบภัย ทายาทของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอค่าเสียหายดังกล่าว และยังมีสิทธิ์ได้รับ
ชดเชยค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้นอีก ภายหลังจากที่ผู้ประสบภัยได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็น
ฝ่ายที่จะต้องรับผิดตามกฎหมาย โดยมีวงเงินคุ้มครองรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นตามตัวอย่างตารางความคุ้มครอง
การประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.) ซึ่งเริ่มใช้วันที่ 1 เมษายน 2563 (โปรดอ้างอิงความคุ้มครองและ
วงเงินคุ้มครองที่มีผลบังคับใช้ ณ วันที่ประสบภัย)
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของรถซึ่งจะต้องจัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ.

 

ค่าเสียหายเบื้องต้น บริษัทจะจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย โดยไม่
ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิดให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วันนับแต่วันที่บริษัทได้รับการร้องขอ

 

2.2 การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (Voluntary Motor Insurance)

เป็นการเอาประกันภัยที่เกิดขึ้นโดยความสมัครใจของเจ้าของรถยนต์ ผู้ครอบครองรถยนต์ หรือผู้ขับขี่
รถยนต์ไม่ได้เกิดจากการถูกบังคับโดยกฎหมายแต่อย่างใด เพื่อคุ้มครองความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวรถ
หรือความรับผิดของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อบุคคลภายนอก

2.2.1 ประเภทรถยนต์ที่สามารถเอาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ

ประเภทรถยนต์ที่สามารถเอาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจจำแนกออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้
1) ประเภทรถยนต์นั่ง หมายถึง รถยนต์ที่นั่งได้ไม่เกิน 7 คน รวมทั้งคนขับ ได้แก่รถเก๋ง รถตรวจการ
หรือรถแวน รถจี๊ปช่วงสั้น รถสามล้อเครื่อง รถนั่งสองตอนท้ายบรรทุก
2) ประเภทรถยนต์โดยสาร หมายถึง รถยนต์ที่ใช้โดยสาร ได้แก่ รถตู้โดยสาร รถปิคอัพ หรือรถ
โดยสารที่นั่งสองแถว รถเมล์โดยสาร
3) ประเภทรถยนต์บรรทุก หมายถึง รถยนต์ที่ใช้เพื่อการบรรทุกและขนส่งสินค้าชนิดต่าง ๆ ได้แก่
ชนิดเก๋งทึบบรรทุก (แวน) ชนิดกระบะไม้หรือเหล็ก และมีหรือไม่มีหลังคา (ปิคอัพ หรือทรัค)
4) ประเภทรถยนต์ลากจูง หมายถึง รถยนต์ที่ไม่มีกระบะสำหรับการบรรทุก และใช้ในการลากจูง
5) ประเภทรถพ่วง หมายถึง รถที่ไม่มีเครื่องยนต์ และใช้ในการบรรทุกคู่กับรถยนต์ลากจูง หรือใช้
ในการบรรทุกคู่กับรถยนต์บรรทุก
6) ประเภทรถจักรยานยนต์หมายถึง รถสองล้อที่มีเครื่องยนต์ มีหรือไม่มีรถพ่วงก็ได้
7) ประเภทรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ หมายถึงรถยนต์นั่งได้ไม่เกิน 7 คนรวมทั้งคนขับ ซึ่งจดทะเบียน
เป็นรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ ได้แก่ รถแท็กซี่ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง รถสามล้อแท็กซี่
8) ประเภทรถยนต์เบ็ดเตล็ด หมายถึง รถยนต์ที่ไม่จัดอยู่ใน 7 ประเภทดังกล่าวข้างต้น ได้แก่
รถยนต์ป้ายแดง รถพยาบาล รถดับเพลิง รถใช้ในการเกษตร รถใช้ในการก่อสร้าง รถอื่น ๆ

2.2.2 ประเภทความคุ้มครองของการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ

ความคุ้มครองสำหรับการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจมาตรฐานสำหรับรถยนต์ทั่วไปแบ่งเป็น 5
ประเภท และสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงอีก 1 ประเภท ดังนี้

1) การประกันภัยรถยนต์ ประเภท 1 (Comprehensive)

ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุม และ
มากที่สุด เมื่อเทียบกับการประกันภัยรถยนต์ประเภทอื่น ๆ โดยมีความคุ้มครองหลัก ดังนี้
1.1) ความคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก (Third Party
Bodily Injury: TPBI) หมายถึง ความรับผิดต่อความบาดเจ็บ หรือมรณะของบุคคลภายนอก และความรับผิดต่อ
ความบาดเจ็บ หรือมรณะของผู้โดยสารในรถคันเอาประกันภัย โดยเป็นจำนวนเงินจำกัดความรับผิดส่วนเกินจาก
ความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
1.2) ความคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (Third Party Property
Damage: TPPD) หมายถึง ความรับผิดต่อความเสียหายใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
1.3) ความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ (Own Damage: OD) หมายถึง ความคุ้มครอง
ความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย รวมถึงอุปกรณ์และส่วนควบ เช่น ความเสียหายที่เกิดจากการชน ถูก
ราดน้ำมันเบรก ถูกกลั่นแกล้ง ถูกน้ำท่วม เกิดจากภัยธรรมชาติ เครื่องยนต์ได้รับความเสียหายจากการเติมน้ำมันผิด
เป็นต้น แต่ไม่รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากการกระทำโดยเจตนาของผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่ที่ได้รับความยินยอม
จากผู้เอาประกันภัย
1.4) ความคุ้มครองความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์(Fire and Theft: F&T) หมายถึง
ความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันภัยที่ถูกไฟไหม้ และการสูญหาย รวมถึงความเสียหาย

 

อันเนื่องมาจากการสูญหาย รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์ที่เกิดไฟไหม้หรือ
สูญหายไป โดยต้องเป็นการสูญหายจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น
การสูญหายทั้งคัน หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถยนต์ แต่ไม่รวมความสูญหายจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง.

2) การประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 (Third Party Liability, Fire and Theft)

เป็นการประกันภัย
ที่ให้ความคุ้มครองรองลงมาจากการประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 แตกต่างเพียงไม่มีความคุ้มครองความเสียหายต่อตัว
รถยนต์คันเอาประกันภัยเท่านั้น โดยมีความคุ้มครองหลัก ดังนี้
2.1) ความคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก (Third Party
Bodily Injury: TPBI)
2.2) ความคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (Third Party Property
Damage: TPPD)
2.3) ความคุ้มครองความสูญหาย และไฟไหม้ของตัวรถยนต์ (Fire and Theft: F&T)
3) การประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 (Third Party Liability Only) เป็นการประกันภัยที่ให้
ความคุ้มครองน้อยกว่าการประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 และประเภท 2 โดยคุ้มครองเฉพาะความรับผิดตาม
กฎหมายต่อบุคคลภายนอก ดังนี้
3.1) ความคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก (Third Party
Bodily Injury: TPBI)
3.2) ความคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (Third Party Property
Damage: TPPD)
4) การประกันภัยรถยนต์ประเภท 4 หรือการประกันภัยรถยนต์คุ้มครองความรับผิดต่อ
ทรัพย์สินบุคคลภายนอก (Third Party Property Damage Only) ให้ความคุ้มครองต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น
โดยให้ความคุ้มครอง ดังนี้
ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (Third Party Property Damage: TPPD) 100,000
บาท/อุบัติเหตุแต่ละครั้ง
5) การประกันภัยรถยนต์ประเภท 5 เป็นการประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัยที่
พัฒนาขึ้นมา โดยแบ่งเป็น 2 แบบ ดังนี้
5.1 แบบประกัน 2 พลัส (2+) ให้ความคุ้มครองรับผิดชอบต่อความเสียหายแบบประกันภัย
ประเภท 2 แต่เพิ่มความรับผิดต่อความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย เนื่องจากการที่ชนกับยานพาหนะ
ทางบกเท่านั้นและต้องมีคู่กรณี โดยให้ความคุ้มครอง ดังนี้
1) ความคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก (Third Party
Bodily Injury: TPBI)
2) ความคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (Third Party Property
Damage: TPPD)
3) ความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ (Own Damage: OD) เนื่องจากการที่ชนกับ
ยานพาหนะทางบก
4) ความคุ้มครองความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์ (Fire and Theft: F&T)
5.2 แบบประกัน 3 พลัส (3+) ให้ความคุ้มครองรับผิดชอบต่อความเสียหายแบบประกันภัย
ประเภท 3 แต่เพิ่มความรับผิดต่อความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย เนื่องจากการที่ชนกับยานพาหนะ
ทางบกเท่านั้น และต้องมีคู่กรณี โดยให้ความคุ้มครอง ดังนี้

1) ความคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก (Third Party
Bodily Injury: TPBI)
2) ความคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (Third Party Property
Damage: TPPD)
3) ความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ (Own Damage: OD) เนื่องจากการที่ชนกับ
ยานพาหนะทางบก
ยานพาหนะทางบก หมายถึง รถที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ โดยใช้พลังงานเชื้อเพลิง เช่น
น้ำมัน ก๊าซ หรือกำลังไฟฟ้า และรวมถึงรถพ่วง รถไฟ รถราง โดยคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์คันเอาประกันภัย
รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์ตามที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย อันมี
สาเหตุมาจากการชนกับยานพาหนะทางบก โดยรวมถึงความเสียหายจากไฟไหม้อันมีสาเหตุโดยตรงจากการชนกับ
ยานพาหนะทางบก ไม่ว่าจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อของรถยนต์คันที่เอาประกันภัย หรือคู่กรณี และ
ผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ เช่น รายละเอียดผู้ขับขี่รถยนต์คู่กรณี
หมายเลขทะเบียนรถยนต์คู่กรณี ภาพถ่าย หรือภาพเคลื่อนไหวอันพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ารถยนต์คัน
เอาประกันภัยเฉี่ยวชนกับยานพาหนะทางบก
6) การประกันภัยรถยนต์สมรรถนะสูง (Super Car) การประกันภัยนี้เป็นกรมธรรม์ประกันภัย
พิเศษใช้กับการรับประกันภัยรถยนต์สมรรถนะสูง (Super Car) เท่านั้น เนื่องจาก Super Car เป็นรถนำเข้าจาก
ต่างประเทศซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานด้านความเร็วด้วยเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูงใช้ในการแข่งขันได้และ
สามารถวิ่งบนถนนได้มีการออกแบบตัวรถในรูปแบบสปอร์ตซึ่งมีรูปทรงโครงสร้างที่แตกต่างจากรถทั่วไป ใช้วัสดุ
ทนทาน มีเอกลักษณ์โดดเด่นของแต่ละค่ายยานยนต์ และมีการผลิตแบบใช้งานฝีมือผสมเครื่องจักร ซึ่งหากเกิดความ
เสียหายจะต้องส่งซ่อมเฉพาะอู่ซ่อมของค่ายรถนั้น ๆ เช่น ลัมโบร์กินี (Lamborghini) เฟอร์รารี่ (Ferrari) ปอร์เช่
(Porsche) บูกัตติ (Bugatti) แม็คลาเรน (McLaren) แอสตัน มาร์ติน (Aston Martin) และมาเซอร์ราติ
(Maserati) เป็นต้น
รถที่จะเข้าเกณฑ์เป็น Super Car มักจะมีกำลังเครื่องยนต์ 500 – 700 แรงม้าขึ้นไป มีอัตราเร่ง
(Acceleration) 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 4 วินาทีหรือน้อยกว่า มีความเร็วสูงสุด (Top Speed) 300
กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือมากกว่านี้และมีน้ำหนักรถน้อยกว่า 2,000 กิโลกรัม เพื่อให้ตัวรถเบา ทำให้มีอัตราส่วนของ
กำลังเครื่องยนต์ต่อน้ำหนักรถ (Power to Weight Ratio :PWR) ที่สูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มสมรรถนะของรถ ทั้งในด้าน
ความเร็วและอัตราเร่งได้ดีกว่ารถที่มี Power to Weight Ratio ต่ำกว่า
การเอาประกันภัย Super Car จะได้รับความคุ้มครองแบบเดียวกับการประกันภัยรถยนต์ทั่วไป
เช่น การประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 โดยมีความคุ้มครองหลัก ดังนี้
1) ความคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก (Third Party
Bodily Injury: TPBI)
2) ความคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (Third Party Property Damage:
TPPD)
3) ความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย (Own Damage: OD)
4) ความคุ้มครองความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย (Fire and Theft: F&T)
เนื่องจาก Super Car มีราคาสูงมาก เมื่อเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง ค่าซ่อมและค่าอะไหล่
ก็ย่อมสูงมากเช่นกัน เวลาเกิดอุบัติเหตุและมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนแต่ละครั้งจะเป็นเงินจำนวนมาก เช่น
หลายล้านบาท บริษัทประกันภัยจึงมักจะกำหนดให้มีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ที่ผู้เอาประกันภัยต้องับผิดชอบเองที่ค่อนข้างสูงเช่น 200,000 บาทต่อครั้ง เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่และให้
มีส่วนร่วมรับผิดชอบเวลาที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น
นอกจากนั้น บริษัทประกันภัยที่รับประกันภัย Super Car มักเข้มงวดมากกว่าการ
รับประกันภัยรถยนต์ทั่วไป เนื่องจาก Super Car เสี่ยงต่อการสวมทะเบียนและเลี่ยงภาษีได้ง่าย โดยเน้น
รับประกันภัยจากบริษัทนำเข้า Super Car อย่างเป็นทางการ (Authorized Dealer) เท่านั้น
นอกเหนือจากความคุ้มครองหลักในการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจที่อธิบายข้างต้นแล้ว
ผู้เอาประกันภัยยังสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมตามเอกสารแนบท้ายที่สำคัญได้อีก 3 แบบ คือ
1. การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (ร.ย.01) ให้ความคุ้มครองการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ
ทุพพลภาพถาวร ทุพพลภาพชั่วคราวของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ซึ่งอยู่ใน หรือกำลังขับขี่ หรือกำลังขึ้นหรือกำลังลง
จากรถยนต์คันเอาประกันภัย
2. ค่ารักษาพยาบาล (ร.ย.02) ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ซึ่งอยู่
ใน หรือกำลังขับขี่ หรือกำลังขึ้นหรือกำลังลงจากรถยนต์คันเอาประกันภัย
3. การประกันตัวผู้ขับขี่ (ร.ย.03) ให้ความคุ้มครองผู้เอาประกันภัย หรือบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์
โดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัย กรณีที่เกิดอุบัติเหตุจนเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวถูกควบคุมตัวในคดีอาญา ซึ่ง
บริษัทประกันภัยจะดำเนินการประกันตัวตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
สำหรับผู้ประกอบการขนส่งวัตถุอันตรายที่ได้เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
(ประเภท 1, 2 หรือ 3) หรือกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์(ประเภท 1, 2 หรือ 3) รวมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
สามารถขอซื้อการขยายความคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายจากอุบัติเหตุระหว่างการขนส่งวัตถุอันตราย ตาม
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การประกันภัยความเสียหายจากการขนส่งวัตถุอันตราย พ.ศ. 2559 ซึ่งมีผล
บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 โดยการติดเอกสารแนบท้ายว่าด้วยการขยายความคุ้มครองความรับผิดตาม
กฎหมายจากอุบัติเหตุระหว่างการขนส่งวัตถุอันตราย (ร.ย.ต.) ซึ่งจะคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการขจัด เคลื่อนย้าย บำบัด
บรรเทาความเสียหาย รวมทั้งการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิม หรือสภาพที่ใกล้เคียงกับสภาพเดิม สำหรับความเสียหาย
แก่สิ่งแวดล้อม สัตว์ พืช ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือทรัพย์ไม่มีเจ้าของ ทั้งในหมวดความรับผิด
ต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก และ แบบ ร.ย.ต. โดยมีความคุ้มครองขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด

วัตถุอันตราย หมายถึง วัตถุอันตรายหรือสินค้าอันตรายซึ่งระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายนี้แบ่งตาม
คุณสมบัติความอันตราย 9 ประเภท ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเรื่องการขนส่งวัตถุอันตรายทางบก พ.ศ.
2545 กล่าวคือ
1. วัตถุระเบิด เช่น ดอกไม้ไฟ กระสุนปืน
2. ก๊าซ เช่น ก๊าซ LPG ก๊าซอะเซทีลีน
3. ของเหลวไวไฟ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ทินเนอร์
4. ของแข็งไวไฟ สารที่ลุกไหม้ได้เอง และสารให้ก๊าซไวไฟเมื่อสัมผัสกับน้ำ เช่น ไม้ขีดไฟ กำมะถัน
ฟอสฟอรัสขาว
5. สารออกซิไดส์และสารอินทรีย์เปอร์ออกไซต์ เช่น โซเดียมเปอร์ออกไซด์ แคลเซียมไฮโปคลอไรด์
แอมโมเนียมไฮเตรท เมธิลเอธิลคีโตนเปอร์ออกไซด์ (MKEP)
6. สารพิษและสารติดเชื้อ เช่น โซเดียมไซยาไนด์
7. วัสดุกัมมันตรังสี เช่น ยูเรเนียม โคบอลต์60
8. สารกัดกร่อน เช่น คลอซัลฟูริก กรดฟอสฟอริก กรดไนตริก โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ โซเดียมไฮ
ดรอกไซด์
9. วัตถุอันตรายอื่น ๆ ซึ่งไม่อยู่ในประเภท 1-8 เช่น แอสเบสตอส น้ำแข็งแห้ง เซลล์แบตเตอรี่

2.3 แบบกรมธรรม์ประกันภัยที่ใช้สำหรับการประกันภัยรถยนต์
แบบกรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัทประกันภัยใช้สำหรับการประกันภัยรถยนต์มีดังต่อไปนี้
1) ประกันภัย พ.ร.บ. อย่างเดียว ใช้กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
2) ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 1 ประเภท 2 หรือประเภท 3 อย่างเดียว ใช้กรมธรรม์
ประกันภัยรถยนต์
3) ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 4 อย่างเดียว ใช้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองความ
รับผิดต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก
4) ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 5 (2+ หรือ 3+) อย่างเดียว ใช้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
แบบคุ้มครองเฉพาะภัย
5) ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 1 ประเภท 2 หรือประเภท 3 พร้อมกับประกันภัย พ.ร.บ.
ด้วย ใช้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์รวมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
6) ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 4 พร้อมกับประกันภัย พ.ร.บ. ด้วย ใช้กรมธรรม์ประกันภัย
รถยนต์คุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก รวมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
7) ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 5 (2+ หรือ 3+) พร้อมกับประกันภัย พ.ร.บ.ด้วย
ใช้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย รวมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
2.4 การประกันภัยรถยนต์กับผู้ขับขี่
สำหรับการประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จะคุ้มครองทั้งผู้เอาประกันภัย รวมถึงบุคคลใดซึ่งเป็น
ผู้ขับขี่รถคันเอาประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยด้วยตามเงื่อนไขข้อ 7. การคุ้มครองผู้ขับขี่
ซึ่งระบุว่า “บริษัทจะถือว่าบุคคลใด ซึ่งขับขี่รถโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็น
ผู้เอาประกันภัยเอง และบุคคลนั้นต้องปฏิบัติตนเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง และอยู่ภายใต้ข้อกำหนดตาม
กรมธรรม์ประกันภัยนี้” การที่ต้องขยายความคุ้มครองรวมถึงผู้ขับขี่รถคันเอาประกันภัยที่มิใช่ผู้เอาประกันภัยที่ระบุ
ไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยด้วย เพราะในทางปฏิบัติรถที่เอาประกันภัยอาจไม่ได้มีผู้ใช้รถเพียงคนเดียว หรือในกรณีที่
เป็นรถของนิติบุคคลจะมีพนักงานขับรถ ถ้าไม่ได้มีการขยายความคุ้มครองรวมไปถึงก็จะเกิดปัญหาคนใช้รถไม่ได้รับ
ความคุ้มครอง คนที่ได้รับความคุ้มครองกลับเป็นคนที่ไม่ได้ใช้รถคันนั้น

สำหรับการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ สามารถแบ่งลักษณะการประกันภัยที่คุ้มครองผู้ขับขี่ออกได้2
ประเภท คือ
1) การประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ เป็นการประกันภัยรถยนต์ที่ใช้มาแต่ดั้งเดิมในประเทศไทย ซึ่ง
จะคุ้มครองความรับผิดและความเสียหายต่อรถยนต์ ที่เกิดในระหว่างการใช้ หรือการขับขี่ของบุคคลใด ๆ ก็ตามที่ใช้
หรือขับขี่โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย
2) การประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ เป็นการประกันภัยรถยนต์ที่มีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ในประเทศ
ไทย โดยจะคุ้มครองความรับผิดหรือความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีบุคคลที่ระบุชื่อในกรมธรรม์
ประกันภัยเป็นผู้ขับขี่ ผู้เอาประกันภัยสามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ที่ประสงค์จะให้บริษัทคุ้มครองได้ถึง 2 คน แต่จะระบุ
เพียงคนเดียวก็ได้ โดยจะต้องระบุ วัน/เดือน/ปีเกิด และอาชีพของแต่ละคน รวมทั้งแนบสำเนาบัตรประจำตัว
ประชาชนและสำเนาใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่แต่ละคนไปพร้อมกับใบคำขอเอาประกันภัยด้วย

 

ในกรณีที่ระบุชื่อผู้ขับขี่ 2 คน บริษัทประกันภัยจะคิดเบี้ยประกันภัยโดยใช้อายุของผู้ขับขี่ที่มีความเสี่ยงสูง
เป็นฐานในการคำนวณ โดยมีการแบ่งช่วงอายุของผู้ขับขี่จากช่วงที่มีความเสี่ยงภัยน้อยไปยังช่วงที่มีความเสี่ยงภัย
มากเป็น 4 ช่วงอายุคือ (1) อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป (เสี่ยงภัยน้อย) (2) อายุ 36 – 50 ปี (3) อายุ 25 – 35 ปีและ (4)
อายุ 18 – 24 ปี (เสี่ยงภัยมาก)
อย่างไรก็ตาม หากมีความรับผิดหรือความเสียหายต่อรถยนต์เกิดขึ้นในขณะที่มีบุคคลอื่นซึ่งมิใช่บุคคลที่ระบุ
ชื่อในกรมธรรม์ประกันภัยเป็นผู้ขับขี่ ก็ไม่เป็นเหตุให้บริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดแต่อย่างใด บริษัท
ประกันภัยยังคงต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพียงแต่ผู้เอาประกันภัยจะต้องเข้ามาร่วมรับผิดในความ
เสียหายส่วนแรกด้วยในความคุ้มครองบางอย่าง
สำหรับรถยนต์ที่จะนำมาทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ได้ จะต้องเป็นรถยนต์ที่ใช้เป็นส่วนบุคคล
เท่านั้น ได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์โดยสารส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
การประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ จึงเหมาะกับรถยนต์ที่ใช้เป็นส่วนบุคคลซึ่งมีผู้ที่ใช้ขับขี่ประจำ
เพียง 1 – 2 คน ซึ่งจะเสียเบี้ยประกันภัยถูกกว่าการประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ ส่วนการประกันภัยประเภท
ไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่จะเหมาะกับรถยนต์ที่มีผู้ใช้ขับขี่มากกว่า 2 คน หรือผู้เอาประกันภัยไม่พร้อมที่จะต้องรับผิดชอบใน
ความเสียหายส่วนแรกเอง

 

3. การประกันภัยทางทะเลและขนส่ง (Marine Insurance)

การประกันภัยทางทะเลและขนส่งเป็นการประกันวินาศภัยประเภทแรกของโลก ซึ่งคุ้มครองความสูญเสีย หรือ
ความเสียหายต่อตัวเรือและทรัพย์สิน หรือสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางทะเล ซึ่งปัจจุบันได้ขยายขอบเขต
ความคุ้มครองไปถึงการขนส่งสินค้าทางอากาศ ทางบก ซึ่งต่อเนื่องกับการขนส่งทางทะเลด้วย

3.1. ประเภทการประกันภัยทางทะเลและขนส่ง

3.1.1 การประกันภัยตัวเรือและเครื่องจักร (Marine Hull & Machinery Insurance)
โดยทั่วไป อาจจะแบ่งเรือออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1) ประเภทไม่มีเครื่องจักร (No-engine) หรือไม่มีกำลังขับเคลื่อนของตนเอง เช่น เรือฉลอม (River
Boat) เรือโป๊ะ (Lighter) เรือลำเลียง (Barge) เรือบด (Dinghy) เรือพาย (Row Boat) เป็นต้น

2) ประเภทที่มีเครื่องจักร หรือกำลังขับเคลื่อนเอง (Self-propelled) เช่น เรือประมง (Fishing
Boat) เรือลากจูง (Tug หรือTugboat) เรือเร็ว (Speed Boat) เรือสำราญ (Pleasure Vessel หรือ Pleasure
Craft หรือ Yacht) เรือบรรทุกผู้โดยสาร (Passenger Vessel) เรือบรรทุกสินค้าทั่วไป (General Cargo Vessel
หรือ Dry Cargo Vessel) เรือคอนเทนเนอร์ (Container Vessel) เรือบรรทุกสินค้าแช่เย็น/แช่แข็ง (Reefer
Vessel) เรือบรรทุกรถยนต์ (Roll On-Roll Off หรือ Ro-Ro Vessel) เรือบรรทุกสินค้าที่เป็นของเหลว (Liquid
Cargo Vessel หรือ Tanker) เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่มีระวางขับน้ำกว่า 300,000 ตัน (Supertanker) เรือ
บรรทุกสินค้าเทกอง (Bulk Carrier) เรื่อที่มีเครื่องยกของหนัก/สินค้าโครงการ (Heavy-Lift/Project Cargo
Vessel) เป็นต้น

การประกันภัยตัวเรือและเครื่องจักรจะครอบคลุมถึงโครงสร้างของตัวเรือ รวมทั้งเครื่องจักร และอุปกรณ์
ต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรือ

ตัวเรือ (Hull) หมายความถึง โครงสร้างของเรือซึ่งอาจจะทำด้วย

ไม้(Wood)

เหล็ก (Steel)

เหล็กชนิดไม่เป็นสนิม (Stainless Steel)

อลูมิเนียม (Aluminium)

หรือวัสดุอื่น และรวมถึงรอกสำหรับยกของ เครื่องกว้านปั้นจั่น พวงมาลัย เครื่องติดตั้งสำหรับผู้โดยสาร เครื่องเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์

สัมภาระ (Materials)

ชุดเครื่องมือ(Outfits)

เรือช่วยชีวิต (Lifeboat)

และอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรือและเกี่ยวข้องกับการใช้งานของเรือ

เครื่องจักร (Machinery) หมายความถึง ส่วนที่ให้พลังงานในการเดินเรือและให้แสงสว่าง ความร้อนและ ความเย็น ซึ่งได้แก่ เครื่องจักรใหญ่ที่ใช้ในการขับเคลื่อนเรือ (Main Engine) ส่วนควบของเครื่องจักรใหญ่ เพลาและ
ใบจักร หม้อน้ำเรือ (Marine Boiler) เครื่องทำความเย็น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์การเดินเรือต่าง ๆ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยและอยู่ในเรือลำนั้น ปกติการประกันภัยตัวเรือและเครื่องจักรจะไม่คุ้มครองถึงสินค้าที่อยู่บนเรือ หรือทรัพย์สินส่วนตัวของ

ผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่ และลูกเรือ
การประกันภัยตัวเรือและเครื่องจักร เป็นการเอาประกันภัยแบบกำหนดมูลค่า (Valued Policy) โดยระบุ
มูลค่าของตัวเรือและเครื่องจักรรวมเป็นจำนวนเดียวกัน มูลค่าที่เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัย
ได้ตกลงกัน (Agreed Value) ไว้นี้ถือเป็นที่สุด และไม่อาจโต้แย้งได้อีกระหว่างผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัยใน
เรื่องของมูลค่าที่แท้จริงของเรือ (เว้นแต่จะมีการฉ้อฉลกัน) ดังนั้น หากตัวเรือและเครื่องจักรที่เอาประกันภัยไว้ได้รับ
ความเสียหายสิ้นเชิง ผู้เอาประกันภัยจะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนมูลค่าที่ได้ตกลงกันไว้โดย
ไม่จำเป็นต้องดูว่าควรจะเอาประกันภัยไว้ในมูลค่าที่สูงกว่าหรือต่ำกว่านี้หรือไม่

โดยปกติการประกันภัยตัวเรือและเครื่องจักรจะกำหนดระยะเวลาเอาประกันภัยได้ 2 แบบ คือ
1. การประกันภัยแบบกำหนดเวลา (Time Insurance หรือ Time Policy) เป็นการประกันภัยที่กำหนด
ระยะเวลาสำหรับการให้ความคุ้มครองความเสี่ยงภัยของวัตถุที่เอาประกันภัยไว้อย่างแน่นอน โดยเริ่มจากเวลาใด
เวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย และสิ้นสุดความคุ้มครองเมื่อถึงเวลาตามที่ระบุไว้ใน
กรมธรรม์ประกันภัย เช่น ระยะเวลาประกันภัย 12 เดือน เริ่มคุ้มครองวันที่ 1 มกราคม 25X4 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม
25X4 การประกันภัยแบบนี้เหมาะสำหรับเรือบรรทุกสินค้า เรือบรรทุกน้ำมัน ฯลฯ ที่จะต้องทำการเดินเรือจากที่
หนึ่งไปอีกที่หนึ่งตลอดเวลา
2. การประกันภัยแบบกำหนดเป็นรายเที่ยว หรือเฉพาะเที่ยวเดินทางใดโดยเฉพาะ (Voyage
Insurance หรือ Voyage Policy) เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความเสี่ยงภัยของวัตถุที่เอาประกันภัย
จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง หรืออีกหลายสถานที่ ความคุ้มครองจะสิ้นสุดทันทีเมื่อวัตถุที่เอาประกันภัยได้
ไปถึงจุดหมายปลายทางตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เช่น กรณีของการลากเรือที่ใช้งานในกิจการพิเศษ เช่น
เรือขุดลอกต่าง ๆ ปั้นจั่นลอยน้ำ อู่ลอยน้ำ แพและแท่นเจาะต่าง ๆ กรณีที่ซื้อเรือใหม่และเรือลำนั้นต้องเดินทาง
ไปยังสถานที่ส่งมอบเรือ กรณีที่เป็นการซื้อเรือและต้องการเอาประกันภัยเพื่อให้ความคุ้มครองเฉพาะการเดินทาง
จากสถานที่ส่งมอบเรือเพื่อนำกลับไปยังท่าเรือจดทะเบียนของผู้ซื้อ กรณีของเรือที่ได้รับความเสียหาย และยังไม่ผ่าน
การซ่อมแซม หรือผ่านการซ่อมแซมชั่วคราวเพื่อเดินทางไปยังอู่ซ่อมเรือ กรณีของการเดินเรือในระยะสั้น ๆ เพื่อ
การทดสอบเรือ หรือกรณีของการซื้อเรือเก่าเพื่อเดินทางไปยังสถานที่รื้อและทำลายให้เป็นเศษเหล็ก เป็นต้น
ในที่นี้จะอธิบายเฉพาะการประกันภัยตัวเรือ และเครื่องจักรแบบกำหนดระยะเวลา ซึ่งมีข้อกำหนด
ความคุ้มครองตัวเรือให้เลือกได้หลายแบบ แต่มีข้อกำหนดฉบับมาตรฐานสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยตัวเรือและ
เครื่องจักร เรียกว่า Institute Time Clauses (Hulls) หรือ “ITC” จัดพิมพ์โดยสถาบันผู้รับประกันภัยแห่งกรุงลอนดอน
(The Institute of London Underwriters: ILU) ซึ่งปัจจุบันเป็น International Underwriting Association of
London: IUA) โดยมีข้อกำหนดฉบับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากทั่วโลกอยู่ 3 แบบ คือ
1. Institute Time Clauses – Hulls Total Loss Only (Including Salvage, Salvage Charges, Sue and
Labour) (CL.289)
ให้ความคุ้มครองตัวเรือ และเครื่องจักรที่ติดตั้งอยู่ในเรือที่เอาประกันภัย ที่ได้รับความสูญเสียทั้งหมดอัน
เนื่องมาจากไฟไหม้ระเบิด ชนกัน จม รวมทั้งการกู้ซากเรือ หรือค่าใช้จ่ายในการกู้ซากเรือ หรือค่าใช้จ่าย
ในการบรรเทาความเสียหาย
2. Institute Time Clauses – Hulls Total Loss Only, General Average, Collision Liability (Including
Salvage, Salvage Charges, Sue and Labour) (CL.284)
ให้ความคุ้มครองตัวเรือและเครื่องจักรที่ติดตั้งอยู่ในเรือที่เอาประกันภัย ที่ได้รับความสูญเสียทั้งหมด
อันเนื่องมาจากไฟไหม้ระเบิด ชนกัน จม ความเสียหายทั่วไป และความรับผิดต่อคู่กรณีเนื่องจากเรือชนกัน รวมทั้ง
การกู้ซากเรือ หรือค่าใช้จ่ายในการกู้ซากเรือ หรือค่าใช้จ่ายในการบรรเทาความเสียหาย

 

3. Institute Time Clauses – Hulls (CL.280)
ให้ความคุ้มครองเหมือนกับข้อ 2. และรวมถึงค่าซ่อมเรือที่เอาประกันภัย
สำหรับความคุ้มครองตามข้อกำหนดแบบที่ 2. และ 3. ข้างต้น ยังครอบคลุมถึงความรับผิดจากการชนกัน
(Collision Liability) (ในการประกันภัยทางทะเล เรียกว่า “การโดนกัน”) เมื่อเรือที่เอาประกันภัยได้ชน และทำ
ความเสียหายแก่เรือ และทรัพย์สินในเรือลำอื่นทำให้เกิดความรับผิดตามกฎหมายขึ้น
นอกจากนั้นผู้เอาประกันภัยอาจจะขอซื้อการขยายความคุ้มครองสำหรับค่าระวาง (Freight) เพื่อชดเชย
ค่าระวางเรือที่อาจจะไม่ได้รับในกรณีที่เรือเสียหายระหว่างทาง และไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของเรือ สถาบันการเงินที่ให้กู้ยืม ผู้เช่าเรือเหมาลำ
หมายเหตุ : นอกเหนือจากการเอาประกันภัยตัวเรือและเครื่องจักรที่ได้อธิบายข้างต้น เจ้าของเรือควร
จะต้องเอาประกันภัยความรับผิดของเรือกับผู้รับประกันภัยความรับผิดของเจ้าของเรือ หรือชมรมคุ้มครองและชดใช้
(Protection & Indemnity Club) ซึ่งนิยมเรียกย่อ ๆ ว่า พีแอนด์ไอคลับ (P&I Club) ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดย
บรรดาเจ้าของเรือโดยไม่ได้มุ่งหวังการหากำไร (Non-Profit Making) ปัจจุบัน P&I Club ส่วนใหญ่เป็นนิติบุคคลซึ่ง
อาจอยู่ในรูปของบริษัทจำกัด เจ้าของเรือในประเทศไทยที่ประสงค์จะขอเอาประกันภัยนี้ต้องติดต่อผ่าน
ผู้ประสานงานของคลับ (Club Correspondent) ซึ่งจะทำหน้าที่ประสานงานไปยัง P&I Club ที่ต้องการจะ
เอาประกันภัยซึ่งตั้งอยู่ในต่างประเทศ
P&I Club จะทำหน้าที่เป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดของเจ้าของเรือแบบสหการ (Mutual Insurance)
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับประกันภัยความรับผิดของกันและกัน โดยเจ้าของเรือแต่ละรายที่เป็นสมาชิกของคลับนั้น
อยู่ในฐานะผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยในตัวเอง โดยการร่วมลงเงินจ่ายเบี้ยประกันภัยซึ่งเรียกว่า “Calls”
ให้แก่ P&I Club ซึ่งจะมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างไปจากการเรียกเก็บเบี้ยประกันภัย (Premium) ของ
บริษัทประกันภัยโดยทั่วไป
P&I Club จะชดใช้ความเสียหายที่บรรดาสมาชิกในคลับได้ก่อขึ้นและคุ้มครองความเสี่ยงภัยและความรับ
ผิดของบรรดาสมาชิกซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยทั่ว ๆ ไปไม่อาจให้ความคุ้มครองได้ หรือให้ความคุ้มครองแต่ไม่เต็ม
จำนวนความเสียหาย เช่น ในกรณีเรือชนกัน แต่ผู้รับประกันภัยตัวเรือบางรายอาจจำกัดความคุ้มครองเพียง 3 ใน 4
ส่วนของความเสียหาย และไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับตัวเรือ เป็นต้น
3.1.2 การประกันภัยการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Marine Cargo Insurance)
การประกันภัยสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งโดยวิธีใด เดิมเรียกว่า
การประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล หรือการประกันภัยสินค้าขนส่งทางทะเล ตามที่บัญญัติไว้ในพจนานุกรม
ศัพท์ประกันภัย ฉบับราชบัณฑิตยสภา แต่ในปัจจุบันเรียกว่า การประกันภัยการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
โดยยังคงศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้อยู่เดิม คือ Marine Cargo Insurance แต่ในต่างประเทศเริ่มมีผู้เรียกเป็น
ภาษาอังกฤษว่า International Cargo Insurance เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน
ที่อาจจะเป็นการขนส่งทางบก ทางทะเล และ/หรือ ทางอากาศ

 

การประกันภัยการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เป็นการประกันภัยเพื่อคุ้มครองสินค้า หรือทรัพย์สินที่ขนส่ง
ระหว่างประเทศ จากผู้ขายในประเทศหนึ่งไปยังผู้ซื้อในอีกประเทศหนึ่ง ทั้งในกรณีของการส่งออก (Export
Shipment) และการนำเข้า (Import Shipment) โดยใช้เรือเดินสมุทร เครื่องบินพาณิชย์ รถบรรทุก รถไฟ พัสดุ
ไปรษณีย์และ Courier ซึ่งจะคุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งตั้งแต่เริ่มออกจากต้นทาง
จนกระทั่งสิ้นสุด เมื่อนำส่งสินค้าไปยังผู้รับปลายทางตามเงื่อนไขสัญญาซื้อขาย (Sale Contract) ที่ตกลงกันระหว่าง
ผู้ซื้อกับผู้ขายซึ่งจะระบุหน้าที่ของแต่ละฝ่ายว่าผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง และผู้ขายมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง
รวมทั้งเรื่องของการจัดทำประกันภัยสินค้า
ภัยที่ได้รับความคุ้มครองขึ้นอยู่กับเงื่อนไขความคุ้มครองที่ได้เอาประกันภัยไว้ ซึ่งมีความคุ้มครองที่ให้เลือก
ได้หลายแบบ แต่ผู้เอาประกันภัยส่วนใหญ่นิยมเลือกแบบใดแบบหนึ่งจาก 3 แบบต่อไปนี้

1. The Institute Cargo Clauses (A): ICC(A)
2. The Institute Cargo Clauses (B): ICC(B)
3. The Institute Cargo Clauses (C): ICC(C)

 

เงื่อนไขความคุ้มครอง ICC(A) จะมีความคุ้มครองกว้างที่สุด รองลงมาเป็นเงื่อนไขความคุ้มครอง ICC(B)
ส่วนเงื่อนไขความคุ้มครอง ICC(C) จะมีความคุ้มครองแคบที่สุด ซึ่งผู้เอาประกันภัยควรจะเลือกเงื่อนไขความคุ้มครอง
ให้เหมาะสมกับประเภทของสินค้าที่จะขนส่ง
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของสินค้า ผู้ซื้อสินค้า ผู้ขายสินค้า
3.1.3 การประกันภัยสินค้าที่ขนส่งภายในประเทศ (Inland Transit Insurance)
เป็นการประกันภัยเพื่อคุ้มครองสินค้าระหว่างการขนส่งของผู้เอาประกันภัยที่เป็นเจ้าของสินค้า จาก
ความสูญเสียหรือความเสียหายระหว่างการขนส่งจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งภายใน ประเทศไทย โดย
ยานพาหนะที่จดทะเบียนใช้บนท้องถนน รถไฟ เครื่องบิน หรือเรือ โดยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่สินค้าวางอยู่บน
ยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง และตลอดระยะเวลาในระหว่างการขนส่ง จนกระทั่งสินค้าถึงปลายทางตามที่ระบุไว้
ทั้งแบบรายเที่ยวและรายปี
การประกันภัยสินค้าที่ขนส่งภายในประเทศมีความคุ้มครองให้เลือกซื้อ 2 แบบ คือ
1) แบบคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกชนิด (All Risks Basis) ให้ความคุ้มครอง
1.1 ความเสียหายหรือความสูญเสียโดยสิ้นเชิงหรือบางส่วนของสินค้าที่เอาประกันภัยอันเกิดจาก
อุบัติเหตุหรือสาเหตุภายนอก
1.2 ความเสียหายทั่วไป (General Average) ที่เกิดขึ้นกับสินค้าที่เอาประกันภัย รวมทั้งส่วนเฉลี่ย
ความเสียหายทั่วไป (General Average Contribution) และค่ากู้ภัย (Salvage Charges) ที่ผู้เอาประกันภัยจะต้อง
ชดใช้ตามประเพณีปฏิบัติ หรือตามกฎหมาย เว้นแต่ที่มีสาเหตุตกอยู่ภายใต้ข้อยกเว้น
2) แบบระบุภัย (Named Perils Basis) คุ้มครองความเสียหายหรือความสูญเสียโดยสิ้นเชิง หรือ
บางส่วนของสินค้าที่เอาประกันภัยอันมีสาเหตุมาจาก
2.1 อัคคีภัย การระเบิด หรือฟ้าผ่า
2.2 ยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง หรือสินค้าที่เอาประกันภัยประสบอุบัติเหตุชน หรือโดนกับ
ยานพาหนะอื่น หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดนอกยานพาหนะ รวมถึงหัวลากและหางลาก หรือรถพ่วงของยานพาหนะที่ใช้ใน
การขนส่งนั้นเอง
2.3 เรือจมหรือเกยตื้น เครื่องบินตก รถไฟตกราง รถรวมถึงหัวลากและหางลาก หรือรถพ่วงพลิกคว่ำ
หรือตกถนน หรือตกสะพาน หรือตกไหล่ทาง
2.4 ภัยเพิ่มพิเศษที่ได้ระบุไว้ชัดเจนในตารางกรมธรรม์ประกันภัย
ในกรณีที่มีการขนส่งสินค้าไม่บ่อยก็ควรจะเอาประกันภัยแบบรายเที่ยว แต่ถ้ามีการขนส่งสินค้าบ่อยควร
จะเอาประกันภัยแบบกำหนดเวลา เช่น รายปีซึ่งจะได้รับความสะดวกและเสียเบี้ยประกันภัยถูกกว่าการเอาประกันภัย
แบบรายเที่ยวหลาย ๆ เที่ยวรวมกัน
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของสินค้า

 

3.1.4 การประกันภัยความรับผิดของผู้ขนส่ง (Carrier’s Liability Insurance)
การประกันภัยความรับผิดของผู้ขนส่งตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้มีเจตนาคุ้มครองความรับผิดของ
ผู้เอาประกันภัยในฐานะผู้รับขน (Carrier) ที่มีต่อของที่รับขนภายในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นการขนส่ง
ทางบกเช่น รถบรรทุก รถไฟ ทางเรือเช่น เรือโป๊ะ เรือลำเลียง และทางอากาศเช่น เครื่องบิน ในกรณีที่ ผู้รับจ้าง
ขนส่งสินค้าทางถนนซึ่งเริ่มต้นจากภายในประเทศไทย และต้องขับเข้าไปในชายแดนของประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมี
อาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย คือ ลาว กัมพูชา เมียนมา และมาเลเซีย หากผู้รับจ้างขนส่งต้องการที่จะได้รับ
ความคุ้มครองความรับผิดจากการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศ ก็สามารถติดต่อขอให้บริษัทประกันภัยขยาย
อาณาเขตความคุ้มครองสำหรับความรับผิดของผู้ขนส่งจากการใช้ยานพาหนะขนส่งเพื่อการขนส่งระหว่างประเทศได้
การประกันภัยความรับผิดของผู้ขนส่ง เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองความรับผิดของผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็น
ผู้รับจ้างขนส่งตามกฎหมาย หรือตามสัญญาว่าจ้างที่ได้มีการตกลงกันไว้ ยกเว้น ภัยธรรมชาติ เหตุสุดวิสัยสำหรับ
ความสูญหาย หรือความเสียหาย หรือส่งมอบชักช้าของของที่ผู้เอาประกันภัยในฐานะผู้รับขน ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่าง
การขนส่งและในระหว่างระยะเวลาประกันภัย ตั้งแต่เมื่อของได้บรรทุกขึ้นไปยังยานพาหนะขนส่งจนกระทั่งส่งมอบ
ของ และเป็นการขนส่งโดยยานพาหนะขนส่งที่ได้ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย รวมทั้งความสูญหายหรือ
ความเสียหายของของที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินการขนขึ้นไปยังยานพาหนะขนส่ง และการขนถ่ายออกจาก
ยานพาหนะขนส่ง ซึ่งกระทำโดยผู้เอาประกันภัย หรือตัวแทน หรือลูกจ้างของ ผู้เอาประกันภัย
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับผู้ประกอบการรับจ้างขนส่งซึ่งอาจเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบุคคล
ธรรมดา ตลอดจนบริษัทโลจิสติกส์
3.1.5 การประกันภัยความรับผิดของผู้ประกอบการขนส ่งต ่อเนื ่อง (Multimodal Transport
Operator’s Liability Insurance)
การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) เป็นการรับขนของโดยมีรูปแบบการขนส่งที่
แตกต่างกันตั้งแต่สองรูปแบบขึ้นไป ภายใต้สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบฉบับเดียว โดยขนส่งจากสถานที่ซึ่ง
ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้รับมอบของในประเทศหนึ่งไปยังสถานที่ซึ่งกำหนดให้เป็นสถานที่ส่งมอบของในอีก
ประเทศหนึ่ง
การขนส่งที่แตกต่างกันตั้งแต่สองรูปแบบขึ้นไปภายใต้สัญญาฉบับเดียว ครอบคลุมการขนส่งตั้งแต่สถานที่
รับมอบของที่ต้นทาง จนถึงสถานที่ส่งมอบของที่ปลายทาง เช่น การขนส่งโดยรถบรรทุกกับการขนส่งทางทะเล
(Road & Sea) หรือการขนส่งทางทะเลกับการขนส่งทางอากาศ (Sea & Air) หรือการขนส่งทางอากาศกับการขนส่ง
ทางรถไฟ (Air & Rail) หรือการขนส่งโดยรถบรรทุกกับการขนส่งทางอากาศ (Road & Air) หรือการขนส่งโดย
รถบรรทุกกับการขนส่งโดยรถไฟ (Road & Rail) ซึ่งแม้รถบรรทุกและรถไฟจะเป็นการขนส่งโดยทางบก แต่ก็ถือเป็น
การขนส่งที่มีรูปแบบต่างกันและเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบได้

 

การประกันภัยความรับผิดของผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องเป็นการประกันภัยที่คุ้มครองความรับผิดของ
ผู้เอาประกันภัยในฐานะผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องดังต่อไปนี้
1) ความรับผิดของผู้เอาประกันภัยในฐานะผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง สำหรับความสูญหายหรือ
ความเสียหายหรือส่งมอบชักช้าของของที่รับขนตามสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างที่อยู่ใน
ความรับผิดชอบหรือความครอบครองของผู้เอาประกันภัยในฐานะดังกล่าว
2) ความรับผิดของผู้เอาประกันภัยในฐานะตัวแทนในราชอาณาจักรของผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง
ต่างประเทศ สำหรับความสูญหาย หรือความเสียหาย หรือส่งมอบชักช้าอันเกิดจากการผิดสัญญาขนส่งต่อเนื่อง
หลายรูปแบบ หรือการทำละเมิดแก่ผู้ตราส่ง หรือผู้รับตราส่ง หรือบุคคลอื่นในราชอาณาจักรเกี่ยวกับของที่รับขน
3) การประกันภัยนี้ให้ความคุ้มครองรวมถึงความรับผิดของผู้เอาประกันภัยตามข้อ 1) ซึ่งเกิดขึ้นจาก
การกระทำหรืองดเว้นการกระทำของลูกจ้างและตัวแทนของผู้เอาประกันภัยและของบุคคลอื่น ซึ่งผู้เอาประกันภัยได้
ใช้บริการเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ รวมถึงลูกจ้างและตัวแทนของบุคคลอื่นนั้นด้วย ซึ่ง
ได้กระทำไปในทางการที่จ้างหรือภายในขอบเขตแห่งอำนาจการเป็นตัวแทนหรือในกิจการที่ได้ใช้บริการนั้น
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง
3.1.6 การประกันภัยความรับผิดของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (Logistics Service Provider’s Liability
Insurance)
เป็นการประกันภัยที่สนองต่อความต้องการของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในส่วนของการขนส่ง การลำเลียง การ
เคลื่อนย้าย และกระจายสินค้าและวัตถุดิบ รวมทั้งกิจกรรมการให้บริการโลจิสติกส์บางส่วนซึ่งจะต้องทำในสถานที่
เฉพาะ
การประกันภัยความรับผิดของผู้ให้บริการโลจิสติกส์มีความคุ้มครอง ดังนี้
1) เพื่อความสูญหาย หรือความเสียหาย หรือส่งมอบชักช้าสำหรับของที่อยู่ในระหว่างการขนส่งและโดย
ยานพาหนะขนส่ง ตั้งแต่เมื่อผู้เอาประกันภัยได้รับมอบของไว้ในความครอบครองจนกระทั่งเสร็จสิ้นการส่งมอบของ
แต่ไม่รวมการดำเนินการตามข้อ 2)
2) เพื่อความสูญหาย หรือความเสียหายต่อของจากการดำเนินการดังต่อไปนี้ ณ สถานที่จัดเก็บหรือสถานที่
จัดเก็บชั่วคราว (หากมี) ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 60 วัน ในกรณีสถานที่จัดเก็บ หรือ 7 วัน ในกรณีสถานที่
จัดเก็บชั่วคราว นับแต่ของได้นำเข้ามา ณ สถานที่ดังกล่าว หรือภายในระยะเวลาที่มากกว่านั้น ซึ่งบริษัทได้ตกลง
ยอมขยายให้เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนครบระยะเวลาดังกล่าว โดยบริษัทมีสิทธิ์คิดเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติมตามที่ตก
ลงกัน
2.1) การดำเนินการจัดเก็บหรือรับฝากของ
2.2) การบรรจุหรือหีบห่อของ ซึ่งไม่รวมถึงการรับดำเนินการนำของมาเข้ากระบวนการผลิต หรือ
ประกอบเพื่อให้เกิดผลผลิตใหม่ เว้นแต่จะเป็นการรับจ้างทำของเพิ่มเติมตามข้อ 2.4

2.3) การขนถ่ายของออกจากตู้สินค้าหรือยานพาหนะขนส่ง การบรรจุหรือรวบรวมของเข้าตู้สินค้าหรือ
การจัดเรียงของขึ้นยานพาหนะขนส่ง และ
2.4) การรับจ้างทำของอื่น ๆ ตามเอกสารแนบท้าย (หากมี)
3) ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับผู้ให้บริการโลจิสติกส์

3.2 ประเภทการประกันภัยทางอากาศ (Aviation Insurance)
นอกเหนือจากการประกันภัยทางทะเลและขนส่งตามที่ได้อธิบายข้างต้น ยังมีการประกันภัยอีกประเภท
หนึ่งซึ่งเป็นการประกันภัยทางอากาศ หรือการประกันภัยการบิน ที่ให้ความคุ้มครองตัวเครื่องบินหรืออากาศยาน
อุปกรณ์ วิทยุ เครื่องนำทางอัตโนมัติ ปีก เครื่องยนต์ และอุปกรณ์อื่น ๆ และความรับผิดที่เกิดจากความประมาท
เลินเล่อของผู้เอาประกันภัย เพื่อความเสียหายจากการบาดเจ็บ เสียชีวิต และ/หรือทรัพย์สินเสียหายที่เกิดแก่
ผู้โดยสารและบุคคลอื่นใด โดยมีแบบประกันภัยหลัก ๆ ดังนี้
3.2.1 การประกันภัยการเสี่ยงภัยทุกชนิดของลำตัวอากาศยาน และความรับผิดต่อบุคคลภายนอก
(Aviation Hull and Liability Insurance)
1) คุ้มครองอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นต่อลำตัวอากาศยานที่ทำให้อากาศยานเสียหายทางกายภาพ หรือสูญเสีย
โดยสิ้นเชิง กรณีอากาศยานส่วนตัว เจ้าของอาจไม่เอาประกันภัยในส่วนลำตัวอากาศยาน เช่น ผู้มีฐานะดีทั้งหลาย
เนื่องจากการดูแลทรัพย์สินของตนถือว่าอยู่ในระดับเยี่ยมจึงขอรับความเสี่ยงไว้เอง กฎหมายไม่ได้มีการบังคับว่าต้อง
เอาประกันภัย ส่วนอากาศยานที่เช่ามานั้น ในสัญญาเช่าต้องมีการกำหนดให้มีการประกันภัยลำตัวอากาศยานไว้
อย่างแน่นอน
2) คุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก ทั้งที่อยู่ภายในและภายนอกอากาศยาน จาก
อุบัติเหตุที่เกิดจากอากาศยาน และก่อให้เกิดความบาดเจ็บต่อร่างกาย และ/หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้อื่น
บุคคลภายนอกในที่นี้จะไม่รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัย/ผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าในฐานะ
กรรมการ ลูกจ้าง ลูกเรือ
3) คุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายต่อผู้โดยสาร ในขณะที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของผู้ถือกรมธรรม์
ประกันภัย/ผู้เอาประกันภัย รวมทั้งสัมภาระต่าง ๆ ผู้โดยสารในที่นี้มีความหมายในเชิงพาณิชย์ ไม่เป็นบุคคลที่
เกี่ยวข้องกับผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัย/ผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าในฐานะกรรมการ ลูกจ้าง ลูกเรือ (บุคคลเหล่านี้หากมี
ตั๋วโดยสารจะถือว่าเป็นผู้โดยสาร)
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของหรือผู้ให้เช่าอากาศยาน
3.2.2 การประกันภัยสงครามต่อลำตัวอากาศยาน (Aviation Hull War Insurance)
ปัจจุบัน ภัยก่อการร้ายในรูปแบบต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าที่ใด ดังนั้นอากาศยานโดยเฉพาะที่มีการเช่า
จากสถาบันการเงิน มักมีเงื่อนไขให้จัดทำประกันภัยสงครามต่อลำตัวอากาศยาน เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ให้กู้
การประกันภัยนี้คุ้มครองความสูญเสีย/เสียหายของลำตัวอากาศยานจากภัยสงคราม การก่อการร้าย และการข่มขู่
การจี้ปล้นอากาศยาน

 

การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของหรือผู้ให้เช่าอากาศยาน

 

3.2.3 การประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกจากภัยสงคราม (ส่วนที่เกินจากกรมธรรม์
ประกันภัยหลัก) (Aviation War, Hi-Jacking and Other Perils Excess Liability Insurance)
การประกันภัยแบบ 3.2.1 ความรับผิดชอบจะเกิดจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการปกติและไม่
เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย แต่จะมีวงเงินจำกัดความรับผิดเรื่องภัยการก่อการร้ายอยู่จำนวนหนึ่ง แต่การประกันภัย
แบบ 3.2.2 จะรับผิดชอบเฉพาะลำตัวอากาศยานจากเหตุการณ์ก่อการร้าย ดังนั้นความรับผิดชอบของการ
ประกันภัยแบบ 3.2.3 นี้จะเป็นความรับผิดต่อบุคคลภายนอกส่วนที่เกินจากวงเงินจำกัดความรับผิดการก่อการร้าย
ในการประกันภัยแบบ 3.2.1 แต่จะมีวงเงินจำกัดความรับผิดจำนวนเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของ
ผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยหรือผู้ให้เช่า หรือสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่ออุดช่องโหว่ของความรับผิดทั้งหมด
จากภัยก่อการร้าย
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของหรือผู้ให้เช่าอากาศยาน
3.2.4 การประกันภัยอุบัติเหตุของนักบินและลูกเรือ (Personal Accident Insurance for Air
Crews)
การประกันภัยแบบที่ 3.2.1 – 3.2.3ข้างต้นจะไม่คุ้มครองนักบินและลูกเรือของผู้ประกอบการ ขอบเขตความ
คุ้มครองสำหรับการเอาประกันภัยอุบัติเหตุให้แก่นักบินและลูกเรือขึ้นอยู่กับความประสงค์ของเจ้าของสายการบิน
หรือเจ้าของอากาศยาน อาจจะเป็นช่วงระหว่างปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น หรือคุ้มครองตลอด 24 ชั่วโมง ความคุ้มครอง
หลักจะเป็นการสูญเสียชีวิต หรือทุพพลภาพ ตลอดจนค่ารักษาพยาบาล
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของสายการบิน เจ้าของอากาศยาน นักบิน และ ลูกเรือ
3.2.5 การประกันภัยการถูกถอนใบอนุญาตการบิน (Aviation Loss of Licence Insurance)
ธุรกิจการบินในปัจจุบันมีการจัดทำประกันภัยประเภทนี้เป็นสวัสดิการให้แก่กลุ่มนักบิน โดยสายการบินเป็น
ผู้ดำเนินการและออกค่าเบี้ยประกันภัยทั้งหมด หรือออกค่าเบี้ยประกันภัยบางส่วนและให้นักบินสมทบเองบางส่วน
ในบางประเทศสมาคมนักบิน หรือสหภาพนักบินได้ร่วมมือกันจัดประกันภัยในกลุ่มของตนเอง อนึ่ง นักบินสามารถ
ซื้อประกันภัยรายเดี่ยวเพื่อเป็นหลักประกันของตนเองก็ได้ ความคุ้มครองหลักจะเป็นการชดเชยตามจำนวนเงิน
เอาประกันภัย กรณีนักบินถูกถอนใบอนุญาตการบินจากการไม่สามารถปฏิบัติการบินได้ ไม่ว่าจากเหตุความเจ็บป่วย
หรือจากอุบัติเหตุก็ตาม
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของสายการบิน สมาคมนักบิน สหภาพนักบิน และตัวนักบินเอง
3.2.6 การประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับผู้ให้บริการด้านการบิน (Aviation
Premises, Hangarkeepers and Products Liability Insurance)
การประกันภัยนี้ครอบคลุมกิจกรรมที่หลากหลายเกี่ยวกับการปฏิบัติการในสนามบิน (Airport Operations)
ตั้งแต่การควบคุมการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Control)การให้บริการจัดเตรียมอาหาร (Catering Service)
การทำความสะอาดอากาศยาน (Aircraft Cleaning) การบำรุงรักษา (Maintenance) การให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง
(Refuelling) การให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน (Repair Service) และการให้บริการภาคพื้นดิน (Ground
Handling Service)

 

การประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับผู้ให้บริการด้านการบิน ให้ความคุ้มครองความรับผิดตาม
กฎหมายต่อบุคคลภายนอกจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้น ซึ่งแยก
ความคุ้มครองหลักออกได้ 3 ส่วน คือ
1) ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก อันมีสาเหตุมาจากสถานที่ที่เอาประกันภัยรวมถึงอุปกรณ์เครื่องจักร
ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (Premises Liability) ของผู้เอาประกันภัย และเป็นผลโดยตรงจากการให้บริการ หรือการ
ประกอบธุรกิจของผู้เอาประกันภัย ซึ่งแยกออกเป็น
1.1) ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และความบาดเจ็บต่อร่างกายของบุคคลภายนอกในสถานที่ที่
เอาประกันภัย และเป็นผลโดยตรงจากการให้บริการ หรือการประกอบธุรกิจของผู้เอาประกันภัย
1.2) ในที่อื่น ๆ ซึ่งอยู่ในขอบเขตธุรกิจของผู้เอาประกันภัย ซึ่งความเสียหายหรือการบาดเจ็บนั้นมี
สาเหตุจากความผิดพลาดหรือความบกพร่องของสถานที่ที่เอาประกันภัย ทางเดิน การทำงาน เครื่องจักรหรือ
เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจของผู้เอาประกันภัย
2) ความรับผิดต่อลูกค้าหรือบุคคลภายนอก อันมีสาเหตุมาจากการให้บริการ หรือฝีมือแรงงานของ
ผู้เอาประกันภัยในขณะที่ทรัพย์สินหรือบุคคลอยู่ในความดูแลรับผิดชอบตามสัญญาการซ่อมบำรุงอากาศยาน
(Hangarkeeper’s Liability) โดยคุ้มครองความเสียหายต่อเครื่องบิน และอุปกรณ์ของลูกค้า หรือบุคคลภายนอกที่
นำเข้ามาซ่อมในขณะที่อยู่ในการดูแล รักษา และควบคุม ในระหว่างการซ่อม การให้บริการ การเก็บ โดยผู้เอาประกันภัย
โดยอาจจะขอให้ขยายความคุ้มครองไปถึงการนำเครื่องขึ้นทดสอบการบิน (Test Flight) ในระหว่างการซ่อมด้วย
3) ความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์(Products Liability) ซึ่งแยกออกเป็น
3.1) ความบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน อันสืบเนื่องมาจากความบกพร่องใน
การให้บริการ เปลี่ยน ซ่อมแซมอุปกรณ์ หรือฝีมือแรงงาน และอะไหล่อากาศยานของลูกค้า ในขณะที่ทรัพย์สินหรือ
บุคคลอยู่ในความดูแลรับผิดชอบตามสัญญาการซ่อม
3.2) ความเสียหายต่อทรัพย์สินและความบาดเจ็บต่อร่างกาย อันเนื่องมาจากการครอบครอง การใช้
การบริโภค หรือการดำเนินการของสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิต สร้าง เปลี่ยนแปลง ซ่อมแซม ให้บริการบำบัด ขาย
หรือจำหน่ายจ่ายแจกโดยผู้เอาประกันภัย แต่ทั้งนี้ความครอบครองจะจำกัดอยู่เพียงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ซึ่งถือเป็น
ส่วนหนึ่งหรือใช้เกี่ยวเนื่องกับเครื่องบิน และสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ได้พ้นจากการดูแลรักษา หรือควบคุมของ
ผู้เอาประกันภัยไปแล้วเท่านั้น
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับผู้ให้บริการด้านการบิน ได้แก่ ผู้บริหารสนามบิน เจ้าของสนามบิน
ผู้ให้บริการการจราจรทางอากาศ ผู้ให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงการบิน ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ผู้ให้บริการ
จัดเตรียมอาหาร ผู้ให้บริการด้านการทำความสะอาดอากาศยาน ผู้ให้บริการด้านภาคพื้นดิน
3.2.7 การประกันภัยโดรน (Drone Insurance)
โดรน (Drone) หรืออากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Unmanned Aerial Vehicle: UAV) เป็นอากาศยานที่มีทั้ง
แบบที่สามารถควบคุมการบินจากภายนอก และแบบที่บินได้ด้วยตัวเองโดยอาศัยการโปรแกรมที่เป็นระบบ ซึ่งใน
ปัจจุบันนี้ โดรนเริ่มได้รับความนิยมเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเพื่อใช้ช่วยชีวิต ใช้ในการถ่ายภาพมุมสูง ถ่ายภาพยนตร์
ถ่ายภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว ใช้ส่งสินค้า ใช้ในการบินสำรวจหรือทำแผนที่ ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร
ตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศ
ยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก พ.ศ. 2558 อนุญาตให้เฉพาะ“อากาศยานที่
ควบคุมการบินจากภายนอก” โดยให้ความหมายว่า “อากาศยานที่ควบคุมการบินโดยผู้ควบคุมการบินอยู่ภายนอก
อากาศยานและใช้ระบบควบคุมอากาศยาน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงเครื่องบินเล็กซึ่งใช้เป็นเครื่องเล่นตามกฎกระทรวง
กำหนดวัตถุซึ่งไม่เป็นอากาศยาน พ.ศ. 2548” โดยกำหนดให้อากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอกที่มีน้ำหนัก
เกินกว่า 2 กิโลกรัมขึ้นไปที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในประกาศฯ นี้ ต้องมีการทำประกันภัยสำหรับความ

 

เสียหายอันเกิดแก่ร่างกาย ชีวิต ตลอดจนทรัพย์สินของบุคคลที่สาม วงเงินประกันไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อครั้ง
และต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานกับสำนักงานการบินพลเรือน (The Civil Aviation
Authority of Thailand: CAAT) โดยหนังสือการขึ้นทะเบียนผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานมีอายุคราวละ 2 ปี
นอกจากนั้น ยังจะต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนขออนุญาตใช้คลื่นความถี่กับสำนักงานคณะกรรมการกิจการ
กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้วย
การประกันภัยโดรนจะมีความคุ้มครองหลักดังนี้
1) ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อโดรนที่เอาประกันภัย
2) ความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย การบาดเจ็บ หรืออนามัย ของบุคคลภายนอกต่ออุบัติเหตุ
3) ความสูญเสียหรือเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกต่ออุบัติเหตุ
4) ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีต่ออุบัติเหตุ
5) ผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานโดรนกรณีถูกควบคุมตัวในคดีอาญาเนื่องจากการบังคับหรือปล่อยอากาศ
ยานโดรนแล้วเกิดอุบัติเหตุ
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับผู้ที่จะขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานโดรน ผู้ผลิตโดรนหรือ
ร้านขายโดรนที่ต้องการจัดทำประกันภัยให้กับผู้ซื้อโดรน
4. การประกันภัยเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous Insurance)
คำว่าการประกันภัยเบ็ดเตล็ดในประเทศอังกฤษ จะเรียกว่า Miscellaneous Insurance ส่วนในประเทศ
สหรัฐอเมริกาเรียกว่า Casualty Insurance
การประกันภัยเบ็ดเตล็ด เป็นการประกันภัยประเภทอื่น ๆ ที่ไม่จัดอยู่ในการประกันอัคคีภัย การประกันภัย
รถยนต์ และการประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ในที่นี้จะอธิบายเฉพาะการประกันภัยเบ็ดเตล็ดที่สำคัญเท่านั้น โดย
สามารถแบ่งการประกันภัยเบ็ดเตล็ดได้ 4 กลุ่มหลัก ดังนี้
4.1 การประกันภัยที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน
4.2 การประกันภัยที่เกี่ยวกับงานวิศวกรรม
4.3 การประกันภัยที่เกี่ยวกับความรับผิดตามกฎหมาย
4.4 การประกันภัยที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุและสุขภาพ
4.1 การประกันภัยที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน
4.1.1 การประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน [Accidental Damage (Property) Insurance]
ทรัพย์สินที่สามารถเอาประกันภัยได้ประกอบด้วย สิ่งปลูกสร้าง เช่น อาคารสำนักงาน โกดัง โรงงาน
อุตสาหกรรม และทรัพย์สินอื่น ๆ เช่น เครื่องจักร วัตถุดิบ สต็อกสินค้า เครื่องใช้สำนักงาน เป็นต้น
การประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน มีพื้นฐานมาจากการประกันอัคคีภัย แต่ให้ความคุ้มครองที่กว้าง
กว่าการประกันอัคคีภัย ข้อตกลงคุ้มครองของการประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินเป็นแบบสรรพภัย (All Risks
Basis) โดยบริษัทตกลงจะให้ความคุ้มครองสำหรับความเสียหายของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอันเกิดจากอุบัติเหตุ
ใด ๆ ที่มิได้มีการระบุยกเว้นไว้ ซึ่งเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
นอกจากนี้ ผู้เอาประกันภัยยังสามารถขอให้บริษัทประกันภัยพิจารณาขยายความคุ้มครองดังต่อไปนี้
1) เครื่องจักรหยุดชะงัก (Machinery Breakdown)
2) หม้อกำเนิดไอน้ำและถังอัดความดัน (Boiler & Pressure Vessel)
3) ความเสียหายสำหรับเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Equipment)
4) ความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า (Electrical Installation)
5) การชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ (Robbery, Gang-Robbery)

 

6) การลักทรัพย์ที่ไม่ปรากฏร่องรอยการงัดแงะ (ไม่รวมถึงสต็อก) (Theft without actual
forcible and violent entry excluding Stocks)
7) การลักทรัพย์ที่ไม่ปรากฏร่องรอยการงัดแงะ(Theft without actual forcible and violent entry)
8) กระจกติดตั้งตรึงตรา (Fixed Glass)
9) ความเสียหายสำหรับเงิน (Money)
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับสถานประกอบธุรกิจต่าง ๆ ที่มีมูลค่าทรัพย์สินที่เอาประกันภัย
ค่อนข้างสูง เช่น ศูนย์การค้า ศูนย์การประชุมและจัดแสดงนิทรรศการ โรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล
เป็นต้น
4.1.2 การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (เนื่องจากภัยที่เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัย
ความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน) [Business Interruption Insurance (due to Insured Perils under Accidental
Damage (Property) Insurance Policy)]
เป็นอีกกรมธรรม์ประกันภัยหนึ่งที่สามารถทำคู่กับกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน เมื่อเกิด
ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยแล้ว การประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินจะชดใช้
ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะตัวทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ ส่วนการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักจะคุ้มครอง
ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นสถานประกอบธุรกิจ สำหรับความเสียหายจากการหยุดชะงักของธุรกิจอันเป็นผลสืบ
เนื่องมาจากการที่สิ่งปลูกสร้างใด ๆ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ผู้เอาประกันภัยใช้เพื่อประกอบธุรกิจ ณ สถานที่
เอาประกันภัยได้รับความเสียหาย และได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน และ
มิได้มีการระบุยกเว้นไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยนี้ในระหว่างระยะเวลาเอาประกันภัย และเป็นผลให้ธุรกิจที่ดำเนินอยู่
โดยผู้เอาประกันภัย ณ สถานที่เอาประกันภัยหยุดชะงักลงหรือได้รับผลกระทบ บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทน
ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแต่ละรายการที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย
การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (เนื่องจากภัยที่เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัย
ทรัพย์สิน) มีข้อกำหนดความคุ้มครองเฉพาะ (Specification) ให้ผู้เอาประกันภัยเลือกได้ 5 แบบคือ
แบบ 1 สำหรับการประกันภัยกำไรขั้นต้น (แบบหลักเกณฑ์ผลต่าง) (Gross Profit on Difference
Basis) ใช้สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งมีการผลิตสินค้า ตลอดจนธุรกิจที่ซื้อสินค้าและขายออกไป
แบบ 2 สำหรับการประกันภัยกำไรขั้นต้น (แบบหลักเกณฑ์ผลบวก) (Gross Profit on Addition
Basis) ใช้สำหรับธุรกิจที่ให้บริการ เช่น สำนักงานขนาดใหญ่
แบบ 3 สำหรับการประกันภัยค่าใช้จ่ายคงที่ (Standing Charges หรือ Fixed Costs) ใช้สำหรับธุรกิจ
ที่ต้องการเอาประกันภัยเฉพาะค่าใช้จ่ายคงที่เท่านั้น โดยเฉพาะธุรกิจซึ่งมีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี
แบบ 4 สำหรับการประกันภัยรายรับจากค่าเช่า (Rental Income) ใช้สำหรับธุรกิจซึ่งมีรายได้จากการ
ให้บริการเช่าสถานที่ ซึ่งธุรกิจเป็นเจ้าของเอง
แบบ 5 สำหรับการประกันภัยรายได้ขั้นต้น (Gross Revenue) ใช้สำหรับธุรกิจซึ่งมีรายได้จากการ
ให้บริการ
ตัวอย่าง ถ้าเป็นการเอาประกันภัยกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ก็จะให้ความคุ้มครองจำกัดเฉพาะการสูญเสีย
กำไรขั้นต้น (Loss of Gross Profit) อันเนื่องมาจากการลดลงของยอดรายได้ (Reduction in Turnover) และการ
เพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ (Increase in Cost of Working) เป็นต้น เพื่อทำให้ผู้เอาประกันภัยกลับสู่
สถานะทางการเงินดังเดิมเสมือนไม่ได้เกิดวินาศภัยนั้นขึ้น
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับสถานประกอบธุรกิจต่าง ๆ ที่มีมูลค่าทรัพย์สินที่เอาประกันภัยค่อนข้าง
สูง เช่น ศูนย์การค้า ศูนย์การประชุมและจัดแสดงนิทรรศการ โรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล เป็นต้น

 

4.1.3 การประกันภัยสิทธิการเช่า (Leasehold Interest Insurance)
เป็นการประกันภัยซึ่งคุ้มครองผู้เช่าสำหรับการสูญเสียมูลค่าในการเช่าซึ่งได้ชำระไว้ล่วงหน้าเนื่องจาก
สัญญาเช่าต้องสิ้นสุดลงในกรณีที่สถานที่เช่าเกิดวินาศภัยจาก
1) อัคคีภัย รวมทั้งความเสียหายที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากไฟไหม้ เช่น ความเสียหายจากควันไฟ
น้ำที่ใช้ดับไฟ
2) ฟ้าผ่า
3) การระเบิดของแก๊สที่ใช้เพื่ออยู่อาศัย หรือ
4) ภัยเพิ่มพิเศษอื่น ๆ ที่เอาประกันภัยไว้ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยสำหรับสถานที่เช่า
จนทำให้โครงสร้างส่วนที่รับน้ำหนักของสถานที่เช่าได้รับความเสียหายจนถึงขนาดไม่สามารถใช้งานได้
และเสียหายมากกว่าร้อยละ 50 และได้รับการประกาศว่าไม่สามารถใช้สถานที่เช่าดังกล่าวประกอบกิจการใด ๆ ได้
อีกต่อไป โดยข้อบังคับของกฎหมายหรือเทศบัญญัติว่าด้วยการเช่าสถานที่ และด้วยเหตุดังกล่าวส่งผลให้สัญญาเช่า
ถูกยกเลิกโดยผู้ให้เช่า หรือต้องสิ้นสุดลงก่อนถึงระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเช่า ทำให้ผู้เอาประกันภัยสูญเสียสิทธิใน
การเช่าสถานที่หรืออาคารดังกล่าว
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับผู้เช่าสถานที่ เช่น อาคาร ร้านค้าย่อย แผงขายสินค้าในศูนย์การค้า เป็นต้น
4.1.4 การประกันภัยสำหรับเจ้าบ้าน (Householder Insurance)
เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองผู้เป็นเจ้าของอาคารประเภทบ้านอยู่อาศัย สำนักงานในบ้าน หรือห้องชุด
อยู่อาศัยในแฟลต แมนชั่น หรือคอนโดมิเนียม โดยมีความคุ้มครองที่หลากหลายในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียว
และช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันภัยเมื่อเปรียบเทียบกับการที่จะต้องไปเอาประกันภัยหลายกรมธรรม์
ความคุ้มครองของการประกันภัยสำหรับเจ้าบ้านมีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละบริษัทอาจเลือกขายความ
คุ้มครองที่แตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปจะมีความคุ้มครอง 5 หมวด คือ
หมวดที่ 1 ความสูญเสียหรือความเสียหายต่ออาคาร
หมวดที่ 2 ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินในอาคาร
หมวดที่ 3 ค่าใช้จ่ายสำหรับการเปลี่ยนที่พักอาศัยชั่วคราว และการสูญเสียค่าเช่า
หมวดที่ 4 ความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก
หมวดที่ 5 เงินชดเชยการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัย
หมวดที่ 1 และ 2 คุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายต่ออาคาร หรือทรัพย์สินในอาคารที่
เอาประกันภัย อันเนื่องมาจากอัคคีภัย ฟ้าผ่า การระเบิด อากาศยาน หรือสิ่งที่หล่นจากอากาศยาน น้ำท่วม การไหล
ล้น หรือการระเบิดของแท็งก์น้ำ อุปกรณ์ส่วนควบของแท็งก์น้ำหรือท่อน้ำ การลักทรัพย์โดยใช้กำลังรุนแรงเพื่อเข้า
ไปหรือออกจากอาคาร การชิงทรัพย์ การปล้นทรัพย์ หรือความพยายามกระทำการดังกล่าว อาคารถูกชนโดย
พาหนะทางบก ม้าหรือปศุสัตว์ที่ไม่ได้เป็นของ หรืออยู่ในความควบคุมของผู้เอาประกันภัยหรือของสมาชิกใน
ครอบครัวที่อยู่ด้วยกันกับผู้เอาประกันภัย แผ่นดินไหว พายุเฮอริเคน พายุไซโคลน พายุไต้ฝุ่น หรือลมพายุ
หมวดที่ 3 บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเพื่อเป็นค่าเช่าที่พักอาศัย
ชั่วคราวในระหว่างรอการซ่อมแซมหรือสร้างใหม่ ในกรณีอาคารที่พักอาศัยที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายจาก
ภัยที่คุ้มครองในหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ และจะต้องทำการซ่อมแซมหรือสร้างขึ้นใหม่
และในกรณีผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของอาคาร และมีรายได้จากการให้เช่าอาคารที่เอาประกันภัย
นั้น เช่น เป็นเจ้าของบ้านเช่า เจ้าของหอพัก เจ้าของอพาร์ทเมนท์ หากเกิดความเสียหายต่ออาคารจากภัยที่คุ้มครอง

 

ในหมวดที่ 1 และ 2 จนทำให้เจ้าของอาคารต้องขาดรายได้ซึ่งเคยได้รับ บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่
ผู้เอาประกันภัยตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้
หมวดที่4 บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามผู้เอาประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยต้องรับผิด
ตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกในฐานะเจ้าของอาคารที่เอาประกันภัย หรือในฐานะผู้เช่าซึ่งพักอาศัยในอาคารที่
เอาประกันภัย สำหรับความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่
เกิดขึ้นในอาคารหรือเกี่ยวกับอาคาร
หมวดที่5 บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุชื่อไว้หากผู้เอาประกันภัยประสบ
อุบัติเหตุขณะที่อยู่ในอาคารที่เอาประกันภัย และเป็นเหตุให้เสียชีวิตทันที หรือได้รับบาดเจ็บอันมีสาเหตุมาจากภัยที่
คุ้มครองในหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 และมีผลทำให้ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายใน 180 วันนับจากวันเกิดอุบัติเหตุ
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับผู้เป็นเจ้าของอาคารประเภทบ้านอยู่อาศัย หรือห้องชุดอยู่อาศัยใน
แฟลต แมนชั่น หรือคอนโดมิเนียม
4.1.5 การประกันภัยสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small & MediumSized Enterprises (SMEs) Insurance)
เป็นการประกันภัยที่รวมความคุ้มครองให้ครอบคลุมความต้องการของผู้ประกอบการ โดยมีความ
คุ้มครองหลักสำหรับการประกันอัคคีภัย อาคาร ทรัพย์สินภายในอาคาร สต็อกสินค้า เครื่องจักร การประกันภัยเงิน
ทดแทนการสูญเสียรายได้ การประกันภัยโจรกรรม การประกันภัยสำหรับเงินภายในสถานที่เอาประกันภัย
การประกันภัยสำหรับกระจก การประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล
ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น ในกรณีที่สถาน
ประกอบการเกิดเหตุเพลิงไหม้ น้ำท่วม นอกจากค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมตัวอาคารและปรับปรุงภายในอาคารแล้ว
ในระหว่างที่กำลังซ่อมแซมอยู่นั้นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังไม่สามารถประกอบ
กิจการ และขาดรายได้จากการที่ไม่สามารถประกอบกิจการในช่วงเวลานั้น
ตัวอย่างความคุ้มครองที่บางบริษัทมีขายในปัจจุบัน เช่น
หมวดที่ 1: คุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัย (ได้แก่ อาคารที่ใช้
ประกอบธุรกิจ (ไม่รวมฐานราก) เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้สำนักงาน รวมทั้งสต็อกสินค้า) อันเกิดจากไฟไหม้
ฟ้าผ่า การระเบิด ภัยเนื่องจากน้ำ น้ำท่วม การถูกชนโดยยานพาหนะหรืออากาศยาน ลมพายุ แผ่นดินไหว ลูกเห็บ
การจลาจล นัดหยุดงาน และการกระทำอันมีเจตนาร้าย อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหายจากไฟฟ้าลัดวงจร และอุบัติเหตุ
ต่าง ๆ ที่ไม่ได้ระบุยกเว้นในกรมธรรม์ประกันภัย
หมวดที่ 2: คุ้มครองค่าเช่าสถานที่ทำธุรกิจชั่วคราวและเงินชดเชยการสูญเสียรายได้แบบเหมาจ่ายต่อ
วันในกรณีเกิดวินาศภัยจากภัยที่ได้รับความคุ้มครองตามหมวดที่ 1 และส่งผลให้เกิดความเสียหายจนไม่อยู่ในสภาพ
ที่ประกอบธุรกิจต่อไปได้และต้องปิดกิจการชั่วคราว
หมวดที่ 3: คุ้มครองกระจกติดตั้งถาวรที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคาร เช่น ประตู หน้าต่าง กระจก
กั้นห้อง กระจกหน้าร้าน ที่เกิดจากอุบัติเหตุต่าง ๆ และได้รับความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการ
แตกร้าว
หมวดที่ 4: คุ้มครองความสูญเสียของเงินภายในสถานที่เอาประกันภัย และในตู้นิรภัย หรือห้องนิรภัย
ทั้งในและนอกเวลาทำงานกรณีถูกลักทรัพย์ที่ปรากฏร่องรอยงัดแงะ การชิงทรัพย์ การปล้นทรัพย์ และ
ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อตู้นิรภัย หรือห้องนิรภัย สถานที่เอาประกันภัยจากการถูกงัดแงะ

 

หมวดที่ 5: คุ้มครองประกันภัยโจรกรรม สำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน ภายในสิ่ง
ปลูกสร้าง (นอกเหนือจากเงินสด) และความเสียหายต่ออาคารอันเกิดจากการลักทรัพย์ที่ปรากฏร่องรอยงัดแงะ การ
ชิงทรัพย์ การปล้นทรัพย์
หมวดที่ 6: คุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก กรณีบุคคลภายนอกได้รับ
ความเสียหาย (บาดเจ็บ เจ็บป่วย เสียชีวิต และทรัพย์สิน) จากการเข้ามาในสถานประกอบธุรกิจของผู้เอาประกันภัย
รวมถึงค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี
หมวดที่ 7: คุ้มครองประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลของผู้เอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวร
สิ้นเชิง และเงินชดเชยรายวันกรณีผู้เอาประกันภัยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล (ผู้ป่วยใน) จากอุบัติเหตุทั่วโลก
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เช่น ร้านค้าปลีก
ทั่วไป ร้านทำผม ร้านกาแฟ สำนักงานขนาดเล็ก โรงเรียนกวดวิชา สถาบันสอนดนตรี ศิลปะและการแสดงต่าง ๆ
เป็นต้น
4.1.6 การประกันภัยโจรกรรม (Burglary Insurance)
เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัย เช่น ของใช้
ในบ้าน เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้สำนักงาน สต็อกสินค้า เป็นต้น ที่เกิดจาก การ
กระทำของคนร้ายซึ่งเป็นบุคคลภายนอก นอกจากนี้การประกันภัยโจรกรรมยังให้ความคุ้มครองถึงความเสียหายต่อตัว
อาคารซึ่งเก็บทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอันเกิดจากการกระทำของคนร้ายด้วย โดยมีข้อตกลงคุ้มครอง 3 แบบ ให้
ผู้เอาประกันภัยเลือก ดังนี้
1) แบบ จร.1 การลักทรัพย์ที่ปรากฏร่องรอยงัดแงะ
2) แบบ จร.2 การลักทรัพย์ที่ปรากฏร่องรอยงัดแงะ การชิงทรัพย์ การปล้นทรัพย์
3) แบบ จร.3 การลักทรัพย์ การชิงทรัพย์ การปล้นทรัพย์ เป็นแบบที่ให้ความคุ้มครองเช่นเดียวกับ
แบบ จร.2 แต่ไม่จำเป็นต้องปรากฏร่องรอยงัดแงะ
การกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับการประกันภัยโจรกรรมมี 2 แบบ คือ
1) แบบเต็มมูลค่า (Full Value Basis) เหมาะสำหรับการเอาประกันภัยโจรกรรมทรัพย์สินใน
บ้านหรือในร้านค้า ซึ่งมีโอกาสที่คนร้ายอาจจะโจรกรรมทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดไปได้
2) แบบความเสียหายส่วนแรก (First Loss Basis) เหมาะสำหรับการเอาประกันภัยโจรกรรม
ทรัพย์สินในโกดังหรือคลังสินค้าซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก และมีโอกาสน้อยมากที่คนร้ายจะสามารถโจรกรรมทรัพย์สิน
ที่มีอยู่ทั้งหมดนั้นไปได้ในครั้งเดียว
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของทรัพย์สินในสิ่งปลูกสร้างซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน
ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด ตึกแถวสำหรับอยู่อาศัย ห้องชุดสำหรับอยู่อาศัยในแฟลต อาคารชุด คอนโดมิเนียม ตลอดจน
ผู้ประกอบธุรกิจต่าง ๆ เช่น ร้านค้าย่อย ร้านสะดวกซื้อ โกดัง หรือคลังสินค้า เป็นต้น
4.1.7 การประกันภัยสำหรับเงิน (Money Insurance)
เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองเงิน ซึ่งผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองอย่างใดอย่างหนึ่งหรือ
ทั้งหมดก็ได้ดังต่อไปนี้
1) การสูญเสียของเงินเพื่อจ่ายค่าจ้าง และ/หรือ เงินเดือน
1.1) คุ้มครองความสูญเสียของเงินระหว่างการขนส่งสู่สถานที่เอาประกันภัย เพื่อจ่ายค่าจ้าง
และ/หรือ เงินเดือนให้แก่ลูกจ้างของผู้เอาประกันภัย

 

1.2) คุ้มครองความสูญเสียของเงินขณะที่อยู่ในสถานที่เอาประกันภัยจนกระทั่งจ่ายออกไป
หากอยู่นอกเวลาทำงาน เงินที่เหลือจากการจ่ายทั้งหมดต้องเก็บไว้ในตู้นิรภัยหรือห้องนิรภัยซึ่งได้ปิดล็อคไว้เรียบร้อย
ตามระบบของตู้นิรภัย หรือห้องนิรภัยชนิดนั้น ๆ
2) ความสูญเสียของเงินภายในสถานที่เอาประกันภัย คุ้มครองความสูญเสียของเงินที่อยู่ในสถานที่
เอาประกันภัยและอยู่ในเวลาทำงาน
3) ความสูญเสียของเงินภายในตู้นิรภัยหรือห้องนิรภัย คุ้มครองความสูญเสียของเงินนอกเวลา
ทำงานขณะเก็บไว้ในตู้นิรภัย หรือห้องนิรภัยที่ปิดล็อคไว้เรียบร้อย
4) ความสูญเสียของเงินภายนอกสถานที่เอาประกันภัย คุ้มครองความสูญเสียของเงินขณะขนส่ง
5) ความเสียหายต่อตู้นิรภัยหรือห้องนิรภัยคุ้มครองความเสียหายต่อตู้นิรภัย ห้องนิรภัย ตัวอาคาร
ของสถานที่เอาประกันภัยและทรัพย์สินอื่น ๆ จากการชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ การโจรกรรมเงินจากตู้นิรภัย ห้องนิรภัย
หรือความพยายามกระทำการดังกล่าว
โดยมีข้อตกลงคุ้มครอง 3 แบบให้ผู้เอาประกันภัยเลือก ดังนี้
1) แบบ ปง.1 คุ้มครองเงินจากการชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือความพยายามกระทำการดังกล่าว
2) แบบ ปง.2 คุ้มครองเงินจากสาเหตุใดก็ตามที่ไม่ได้ระบุไว้ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัย
3) แบบ ปง.3 คุ้มครองเงินจากสาเหตุใดก็ตามที่ไม่ได้ระบุไว้ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัย
รวมถึงการฉ้อโกงหรือยักยอกโดยพนักงานรับส่งเงิน หรือผู้รักษาทรัพย์ ที่สามารถค้นพบได้ภายใน 3 วันทำงานถัด
จากวันที่กระทำการฉ้อโกง หรือยักยอก
การประกันภัยสำหรับเงินเหมาะกับเจ้าของธุรกิจ เช่น ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ห้างสรรพสินค้า
สถาบันการเงิน สถานีบริการน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น
4.1.8 การประกันภัยความซื่อสัตย์ของลูกจ้าง (Fidelity Guarantee Insurance)
เป็นการประกันภัยที่ชดเชยความเสียหายทางการเงินที่เกิดขึ้นแก่นายจ้างในกรณีลูกจ้างคนใดกระทำ
การทุจริต หรือยักยอกเงิน หรือทรัพย์สินต่าง ๆ ของนายจ้าง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยลำพัง หรือสมรู้ร่วมคิดกับ
ผู้อื่น สำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างระยะเวลาการจ้างงานของลูกจ้างนั้นในการปฏิบัติ
หน้าที่ หรืออาชีพตามที่จ้าง
การเอาประกันภัยความซื่อสัตย์ของลูกจ้างนี้อาจจะเลือกคุ้มครองเฉพาะพนักงานบางตำแหน่ง หรือ
คุ้มครองพนักงานทุกคนในองค์กรก็ได้
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับธุรกิจซึ่งมีพนักงานหรือลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับการรับจ่ายเงินการควบคุม
การเบิกจ่ายสต็อกสินค้า
4.1.9 การประกันภัยป้ายไฟนีออน ป้ายโฆษณา (Neon Advertising Sign Insurance)
เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองความเสียหายซึ่งอาจจะเกิดขึ้นต่อป้ายไฟนีออน และป้ายโฆษณาที่ติด
ตั้งอยู่หน้าร้าน ริมถนน ริมทางด่วน หรือบนอาคารสูง รวมถึงการคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายของเจ้าของป้าย
ต่อบุคคลภายนอก ในกรณีที่ป้ายล้มลงหรือมีส่วนใดส่วนหนึ่งของป้ายไปทำให้บุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บ
ทางร่างกาย เสียชีวิต และ/หรือ ทรัพย์สินเสียหาย
ความคุ้มครองหลักของการประกันภัยป้ายไฟนีออน ป้ายโฆษณามี 2 ส่วน คือ
1) ความเสียหายต่อทรัพย์สิน (ป้ายและโครงสร้างของป้าย ไม่รวมฐานราก) บริษัทจะชดใช้
ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อตัวป้ายหรือโครงสร้างอันเกิดจากอัคคีภัย ฟ้าผ่า ภัยระเบิด การลักทรัพย์
และสาเหตุภายนอกใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนา

 

2) ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกผู้ได้รับความ
เสียหาย สำหรับการบาดเจ็บ การเสียชีวิต หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินอันเกิดจากป้ายไฟนีออน ป้ายโฆษณา ซึ่ง
ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดตามกฎหมาย และอุบัติเหตุดังกล่าวต้องเกิดจากภัยที่กรมธรรม์ประกันภัยให้ความคุ้มครอง
การประกันภัยนี้เหมาะกับเจ้าของป้าย และ/หรือ เจ้าของโครงป้ายไฟนีออน ป้ายโฆษณา
4.1.10 การประกันภัยกระจก (Plate Glass Insurance)
ในปัจจุบันอาคาร ห้างร้าน หรือสถานที่แสดงสินค้าสมัยใหม่ นิยมหันมาใช้ผนังกระจกเป็นส่วนใหญ่
เช่น กระจกสำหรับอาคารสูงสามารถสะท้อนความร้อน กระจกมีสีสันภายในตัว กระจกหลอมรูปแบบพิเศษ หรือ
กระจกกั้นห้อง เพื่อความสวยงามและประโยชน์ในการใช้งานที่หลากหลาย
กระจกที่ติดตั้งไว้อาจแตกร้าวโดยอุบัติเหตุจากความประมาทเลินเล่อ การเฉี่ยวชนจากยานพาหนะ
การเจตนากลั่นแกล้งโดยบุคคลภายนอก เช่น การยิงปืนเข้าไปในอาคาร การทุบกระจกเข้าไป ลักทรัพย์ชิงทรัพย์
ปล้นทรัพย์ภายในอาคาร เป็นต้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุอาจมีค่าเสียหายค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยน
และติดตั้งกระจกภายนอกอาคารบนชั้นสูง ๆ
การประกันภัยกระจกคุ้มครองกรณีเกิดการแตก หรือเสียหายต่อตัวกระจกที่ติดตั้งถาวร และเป็นส่วน
หนึ่งของตัวอาคารอันเกิดจากสาเหตุใด ๆ ที่มิได้ระบุยกเว้นไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดหา
สิ่งจำเป็นและสมควรติดในขณะที่รอการเปลี่ยนกระจกใหม่ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนและติดตั้งกระจกใหม่
ในกรณีที่มีกระจกซึ่งมีสิ่งตกแต่ง หรือตัวอักษรบนกระจก เช่น กระจกสี (Stained Glass) ที่มีงาน
ศิลปะซึ่งมักจะพบในโบสถ์คริสต์ กระจกที่มียี่ห้อและชื่อของบริษัท ห้าง ร้าน เป็นต้น ผู้เอาประกันภัยจะต้องระบุ
รายละเอียดและกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยให้เพียงพอ มิฉะนั้นบริษัทประกันภัยจะสันนิษฐานว่ากระจกที่
เอาประกันภัยนั้นเป็นกระจกแผ่นเรียบขัดมันปกติ
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของอาคาร สถานที่ที่ตกแต่งหรือกั้นผนังด้วยกระจก
4.1.11 การประกันภัยร้านทอง (Gold Shop Insurance)
สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้มีจำนวนผู้ว่างงานมากขึ้น ประกอบกับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีแนวโน้มที่คนร้ายจะพยายามปล้นร้านทองมากขึ้น
การประกันภัยร้านทองเป็นการประกันภัยที่คุ้มครองความเสียหายที่อาจจะเกิดกับเจ้าของร้านทอง ใน
กรณีที่ร้านทองถูกคนร้ายชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์โดยมีความคุ้มครอง ดังนี้
1) ความคุ้มครองต่อทองคำที่มีไว้เพื่อจำหน่ายอันเกิดจากการชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ การ
วิ่งราวทรัพย์ภายในสถานที่เอาประกันภัย
2) ความคุ้มครองตัวอาคาร ตู้นิรภัย กระจก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งติดตั้งตรึงตรา
เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ตู้แสดงสินค้าทองคำ เครื่องชั่ง และโทรทัศน์วงจรปิด อันเกิดจากการ
ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ภายในสถานที่เอาประกันภัย
3) ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและเงินชดเชยผลประโยชน์การเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ
สายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงของเจ้าของร้าน บุคคลในครอบครัว ลูกจ้าง และ/หรือพนักงานรักษา
ความปลอดภัย อันเกิดจากการชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ การวิ่งราวทรัพย์ภายในสถานที่เอาประกันภัย
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับผู้ประกอบกิจการร้านทอง

 

4.1.12 การประกันภัยพืชผล (Crop Insurance)
การประกันภัยพืชผล เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความเสียหายหรือสูญเสียต่อพืชผลที่เอา
ประกันภัย ซึ่งเกิดจากภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย โดยอาจกำหนดให้คุ้มครองแบบสรรพภัย (All Risks
Basis) หรือแบบระบุภัย (Named Perils Basis) เฉพาะบางภัย เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ลมพายุ ลูกเห็บตก เป็นต้น ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับพื้นที่และชนิดของพืชที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแตกต่างกัน โดยทั่วไปจะกำหนดให้คุ้มครองเฉพาะภัย
ธรรมชาติ ซึ่งเป็นภัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์
ผู้ที่จะเอาประกันภัยพืชผล จะต้องเป็นผู้ที่ทำการผลิตพืชผลนั้น ๆ ด้วยตนเอง และเป็นเจ้าของผลผลิต
นั้น ทั้งนี้การประกันภัยพืชผลจะกำหนดระยะเวลาคุ้มครองไว้ล่วงหน้า โดยระยะเวลาคุ้มครองนี้จะตรงกับช่วง
ระยะเวลาเพาะปลูกของพืชแต่ละชนิด ดังนั้นการเอาประกันภัยจึงต้องทำให้เรียบร้อยก่อนเริ่มระยะเวลาเพาะปลูก
ของพืชแต่ละชนิด
ภาครัฐได้กำหนดให้การประกันภัยพืชผลเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือ
เกษตรกรในการจัดระบบการเงิน เพื่อคุ้มครองต้นทุนการผลิตเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ คุ้มครองปริมาณผลผลิต
ที่ลดต่ำลง และคุ้มครองราคาผลผลิตที่ผันผวน ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพทางรายได้และความมั่นคงในอาชีพให้แก่
เกษตรกร
การประกันภัยพืชผลมีกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับพืชหลัก 2 ชนิด คือ ข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่ง
จะอธิบายไว้ในกลุ่มไมโครอินชัวรันส์ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ
ประกันภัย (คปภ.) ได้จัดให้การประกันภัยพืชผลทั้ง 2 แบบนี้เป็นการประกันภัยสำหรับรายย่อย
4.1.13 การประกันภัยสัตว์เลี้ยง (Pet Insurance)
เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองสัตว์เลี้ยง ได้แก่ สุนัข และแมว สำหรับการเสียชีวิตเนื่องจาก
การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วย ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วย ความรับผิดต่อชีวิต
ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกอันเนื่องมาจากสัตว์เลี้ยง ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและการประกาศเพื่อ
ติดตามสัตว์เลี้ยงที่สูญหาย บางบริษัทคุ้มครองถึงค่าวัคซีนป้องกันโรคและค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพ
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของสุนัข และแมว ซึ่งมีสุขภาพสมบูรณ์ ไม่พิการ บาดเจ็บ หรือ
เจ็บป่วย
4.2 การประกันภัยที่เกี่ยวกับงานวิศวกรรม (Engineering Insurance)
เป็นการประกันภัยเบ็ดเตล็ดกลุ่มหนึ่งที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินด้านงานวิศวกรรม เช่น งานก่อสร้าง
อาคาร สำนักงาน โรงแรม ถนน สะพาน เขื่อน งานติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นต้น ตลอดจนคุ้มครอง
ความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับงาน
ตามสัญญานั้น
ประเภทของการประกันภัยที่เกี่ยวกับงานวิศวกรรมที่สำคัญมีดังต่อไปนี้
4.2.1 การประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาการก่อสร้าง (Contract Works Insurance)
เป็นการให้ความคุ้มครองความรับผิดตามสัญญาการก่อสร้าง เช่น งานก่อสร้าง รื้อถอน ปรับปรุง หรือ
ตกแต่งอาคาร ที่พักอาศัย สำนักงาน โรงงาน โรงแรม ฯลฯ งานวิศวกรรมโยธา เช่น ถนน สะพาน เขื่อน ฯลฯ และ
การติดตั้งเครื่องจักรกล อีกทั้งคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายจากการปฏิบัติงานตามสัญญาที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิต
ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกด้วย

 

ตัวอย่างในการก่อสร้างอาคารสูงแห่งหนึ่งเพื่อใช้เป็นอาคารสำนักงาน หรือเป็นอาคารชุด (Condominium)
ซึ่งเจ้าของโครงการได้เปิดประมูลและได้ผู้รับเหมาหลัก (Main Contractor) รับผิดชอบงานทุกอย่างของโครงการ
ก่อสร้างนี้ ซึ่งประกอบด้วย งานฐานราก งานก่อสร้างอาคาร งานติดตั้งเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า ระบบดับเพลิง ระบบ
สุขาภิบาล และระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยผู้รับเหมาหลักอาจจะมีการว่าจ้างผู้รับเหมาช่วง (Subcontractor)
มารับงานบางอย่างต่อก็ได้ ในการจัดทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองการก่อสร้างอาคารสูงแห่งนี้บริษัทประกันภัยก็จะ
ออกกรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาการก่อสร้าง โดยมีความคุ้มครองทั้ง 3 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1: งานก่อสร้างและงานวิศวกรรมโยธา (Building and Civil Engineering Works)
ส่วนที่ 2: การติดตั้งเครื่องจักร (Machinery Erection)
ส่วนที่ 3: ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Third Party Liability)
ในทางปฏิบัติ เนื่องจากผู้รับเหมาแต่ละรายอาจจะได้รับเพียงบางงานของโครงการ เช่น งานก่อสร้าง
อาคาร หรืองานติดตั้งระบบลิฟต์เท่านั้น บริษัทประกันภัยก็จะรับประกันภัยเฉพาะงานที่ผู้รับเหมารายนั้นต้องการ
จะเอาประกันภัย จึงทำให้เกิดชื่อเรียกของการประกันภัยอีก 2 แบบย่อย ภายใต้การประกันภัยการปฏิบัติงาน
ตามสัญญาการก่อสร้าง คือ
1) การประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดของผู้รับเหมา (Contractor’s All Risks Insurance: CAR.)
ในกรณีที่เป็นผู้รับเหมาในส่วนของงานก่อสร้างฐานราก ตัวอาคาร งานโครงสร้าง และ/หรือ
งานสถาปัตยกรรมเท่านั้น บริษัทประกันภัยก็จะออกกรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาการก่อสร้าง โดย
มีความคุ้มครอง ส่วนที่ 1: งานก่อสร้างและงานวิศวกรรมโยธา และ ส่วนที่ 3: ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก
2) การประกันภัยการเสี่ยงภัยทุกชนิดในการติดตั้งเครื่องจักร (Erection All Risks Insurance: EAR.)
ในกรณีที่เป็นผู้รับเหมาในส่วนของงานติดตั้งเครื่องจักร งานติดตั้งระบบลิฟต์ระบบบันไดเลื่อน ระบบไฟฟ้า
ระบบดับเพลิง ระบบสุขาภิบาล และ/หรือ ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เท่านั้น บริษัทประกันภัยก็จะออกกรมธรรม์
ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาการก่อสร้าง โดยมีความคุ้มครอง ส่วนที่ 2: การติดตั้งเครื่องจักร และ ส่วนที่ 3:
ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก
ความคุ้มครอง
ทั้งในส่วนของงานก่อสร้าง และงานวิศวกรรมโยธา และการติดตั้งเครื่องจักร ให้การคุ้มครองความเสียหาย
ต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยแบบสรรพภัย (All Risks Basis) จากอุบัติเหตุหรือ
เหตุการณ์อันไม่อาจคาดหมายได้ หรือด้วยสาเหตุใดก็ตามที่ไม่ได้ระบุในข้อยกเว้นซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างระยะเวลา
เอาประกันภัย
สำหรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ให้การคุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายต่อการบาดเจ็บทาง
ร่างกาย การเสียชีวิต หรือความเจ็บป่วย ตลอดจนความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างระยะเวลาเอาประกันภัย โดยมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้างที่ได้
เอาประกันภัยไว้ และเกิดขึ้น ณ สถานที่เอาประกันภัย หรือในบริเวณที่ติดกันกับสถานที่ดังกล่าว
การกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับ ส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2
ส่วนที่ 1: งานก่อสร้างและงานวิศวกรรมโยธา สำหรับงานก่อสร้าง และวัสดุหรือสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งผู้ว่าจ้าง
งานจัดหาให้ กำหนดจากมูลค่าเต็มของงานตามสัญญา ณ เวลาที่ได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยรวมถึงวัสดุ ค่าจ้าง
แรงงาน ค่าขนส่ง ค่าภาษีศุลกากร และมูลค่าวัสดุหรือสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งผู้เป็นเจ้าของงานจัดหาให้
ส่วนที่ 2: การติดตั้งเครื่องจักร ทรัพย์สินที่จะทำการติดตั้ง กำหนดจากมูลค่าเต็มของงานตามสัญญา
ณ เวลาที่ได้ติดตั้งเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งรวมทั้งค่าระวางขนส่ง ค่าภาษีศุลกากร และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตลอดจน
ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง
นอกเหนือจากการเอาประกันภัยงานตามสัญญาว่าจ้างที่ได้อธิบายข้างต้นแล้ว ผู้เอาประกันภัยยังสามารถ
จะเอาประกันภัยหรือขยายความคุ้มครองดังต่อไปนี้

 

1) ความเสียหายต่อทรัพย์สินที่มีอยู่เดิม (Existing Property) ของผู้ว่าจ้าง หรือทรัพย์สินในการดูแลรักษา
และควบคุม (Property Under Care Custody and Control) หรือเป็นของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็นความเสียหาย
ที่เกิดจาก หรือเป็นผลมาจากการก่อสร้าง และ/หรือ การติดตั้งเครื่องจักรซึ่งได้เอาประกันภัยไว้ ซึ่งเหมาะสำหรับ
กรณีของผู้รับเหมางานต่อเติม หรือปรับปรุงอาคารของผู้ว่าจ้างงาน หรือผู้รับเหมาที่เข้าไปทำการติดตั้งเครื่องจักรชุด
ใหม่ภายในบริเวณโรงงาน ซึ่งมีเครื่องจักรและทรัพย์สินอื่นอยู่เป็นจำนวนมาก
2) ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายซากทรัพย์สินที่เอาประกันภัย (Clearance of Debris) เช่น กรณีเกิดไฟไหม้
โรงงานที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อเพลิงสงบแล้วจะมีซากทรัพย์สินที่ถูกเพลิงไหม้เสียหาย ซึ่งจำเป็นจะต้องจ้างคน
มาทำการรื้อถอน และขนย้ายซากเหล่านั้นออกไปจากสถานที่เอาประกันภัย
3) ค่าวิชาชีพสำหรับสถาปนิก พนักงานสำรวจ และวิศวกรที่ปรึกษา (Architects’, Surveyors’ and
Consulting Engineers’ Fees) ผู้เอาประกันภัยจำเป็นต้องจ่ายด้วยความเห็นชอบของบริษัท เพื่อสร้างขึ้นใหม่หรือ
เปลี่ยนใหม่แทนทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ซึ่งได้รับความเสียหายจากภัยที่คุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย เช่น
กรณีเกิดไฟไหม้โรงงานที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จะต้องมีการว่าจ้างสถาปนิกมาทำการออกแบบใหม่ ตลอดจน
ว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อมาให้คำปรึกษาในส่วนของเครื่องจักรซึ่งถูกไฟไหม้เสียหายและจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่
เป็นต้น
ตัวอย่างความเสียหายจากงานก่อสร้าง หรืองานติดตั้งเครื่องจักรที่ได้รับการคุ้มครอง เช่น การเกิดไฟไหม้
ภายในสถานที่ก่อสร้าง การโจรกรรมวัสดุก่อสร้างซึ่งเก็บอยู่ในคลังเก็บวัสดุ การเกิดน้ำท่วม การเกิดอุบัติเหตุจาก
ความประมาทเลินเล่อของคนงานซึ่งกำลังก่อสร้างอาคารสูง และทำวัสดุก่อสร้างหล่นใส่หลังคาบ้านของผู้อื่นที่อยู่ติด
กับสถานที่ก่อสร้างเสียหาย เป็นต้น
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของโครงการก่อสร้าง ผู้ว่าจ้าง ผู้รับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ซึ่งเป็น
ผู้รับเหมาหลัก ผู้รับเหมาในโครงการ ผู้ซื้อเครื่องจักร ผู้ผลิตเครื่องจักร ผู้จำหน่ายเครื่องจักร บริษัทที่ได้รับ
มอบหมายให้ติดตั้งเครื่องจักร
4.2.2 การประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดของเครื่องมือและเครื่องจักรของผู้รับเหมา
(Contractor Plant & Machinery Insurance: CPM)
เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายของเครื่องมือและเครื่องจักรอัน
เนื่องมาจากอุบัติเหตุในระหว่างการทำงาน ระหว่างการหยุดพัก ระหว่างการถอดออกเพื่อทำความสะอาด การยก
เครื่องหรือการประกอบเข้าที่ หรือระหว่างการเคลื่อนย้ายภายในสถานที่เอาประกันภัย เช่น ไฟไหม้ ฟ้าผ่า การชน
กัน การพลิกคว่ำ โจรกรรม รวมถึงภัยธรรมชาติและภัยต่าง ๆ ที่มิได้ระบุเป็นข้อยกเว้นในกรมธรรม์ประกันภัย
ตัวอย่างเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งแบบเคลื่อนที่หรือติดตั้งอยู่กับที่ที่สามารถจะ
เอาประกันภัยนี้เช่น ปั้นจั่นหอสูง (Tower Crane) ปั้นจั่นเคลื่อนที่ได้ (Mobile Crane) รถปั้นจั่นตีนตะขาบ (Crawler
Crane) รถตัก (Loader) รถขุด (Excavator) รถยก (Forklift) โรงงานผสมคอนกรีต (Concrete Batching Plant)
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของ หรือผู้ให้เช่าเครื่องมือและเครื่องจักรที่ใช้รับเหมา หรือใช้
ในการก่อสร้างตามสถานที่ต่าง ๆ
4.2.3 การประกันภัยเครื่องจักร (Machinery Breakdown Insurance: MB)
เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายแก่เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ได้ระบุไว้ใน
กรมธรรม์ประกันภัย เช่น เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ติดตั้งในอาคาร เช่น เครื่องกำเนิด
ไฟฟ้า โดยคุ้มครองแบบสรรพภัย (All Risks Basis) สำหรับเครื่องจักรที่ได้ติดตั้งเรียบร้อย และผ่านการทดสอบ
เดินเครื่องแล้วโดยสมบูรณ์ซึ่งผู้เอาประกันภัยได้ใช้งานอยู่ หรือพักงาน หรือขณะถอดเพื่อทำความสะอาด ปรับปรุง

 

เครื่องใหม่ หรือเคลื่อนย้ายภายในสถานที่เอาประกันภัยหรือในระหว่างการดำเนินงาน หรือระหว่างการติดตั้ง
เครื่องจักรใหม่ในภายหลัง ซึ่งในกรณีนี้จะคุ้มครองภายหลังจากการทดลองเครื่องโดยสมบูรณ์ และเครื่องจักร
สามารถใช้งานได้โดยแท้จริงแล้วเท่านั้น อันเกิดขึ้นโดยฉับพลันและไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เนื่องมาจาก
การหล่อและการใช้วัสดุที่มีคุณภาพไม่สมบูรณ์ ความผิดพลาดหรือความบกพร่องในการออกแบบ ความบกพร่อง
จากโรงงานซ่อมหรือจากการติดตั้ง ด้านการฝีมือ การขาดความชำนาญ หรือเนื่องมาจากเหตุแห่งความสะเพร่า
การ กลั่นแกล้ง การขาดน้ำในหม้อน้ำ การระเบิดในทางฟิสิกส์ การแยกจากกันด้วยกำลังเหวี่ยงจากศูนย์ถ่วง
ไฟฟ้าลัดวงจร พายุ หรือเหตุอื่นใด ซึ่งมิได้ระบุยกเว้นไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของเครื่องจักร หรือเจ้าของโรงงานที่เปิดดำเนินการแล้ว
4.2.4 การประกันภัยการสูญเสียกำไรเนื่องจากภัยที่เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักร1
(Machinery Breakdown Loss of Profit Insurance หรือ Machinery Loss of Profits Insurance: MLOP)
2
Loss of Profits Insurance หรือการประกันภัยการสูญเสียกำไร เป็นศัพท์ที่เดิมใช้กันแพร่หลาย
เฉพาะในประเทศอังกฤษ มีความหมายเหมือนกับคำว่า Business Interruption Insurance หรือการประกันภัย
ธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งเดิมเป็นศัพท์ที่ใช้กันแพร่หลายเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ในปัจจุบันนิยมใช้คำว่า
Business Interruption Insurance กันทั่วโลก
การประกันภัยการสูญเสียกำไรเนื่องจากภัยที่เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักร เป็น
อีกกรมธรรม์ประกันภัยหนึ่งที่สามารถทำคู่กับกรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักร เมื่อเกิดความสูญเสีย หรือ
ความเสียหายต่อเครื่องจักรที่เอาประกันภัยแล้ว การประกันภัยเครื่องจักรจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะตัว
เครื่องจักรที่เอาประกันภัยไว้ส่วนการประกันภัยการสูญเสียกำไรเนื่องจากภัยที่เอาประกันภัยภายใต้
กรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักรจะคุ้มครองการสูญเสียกำไรขั้นต้น (Loss of Gross Profit) อันเนื่องมาจากการลดลง
ของยอดรายได้จากการผลิตที่ลดลง (Reduction in turnover due to decrease in production) และการ
เพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ (Increase in Cost of Working) จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในระหว่าง
ระยะเวลาประกันภัยซึ่งได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักร เพื่อทำให้ผู้เอาประกันภัยกลับ
สู่สถานะทางการเงินดังเดิมเสมือนไม่ได้เกิดวินาศภัยนั้นขึ้น
4.2.5 การประกันภัยเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์(Electronic Equipment Insurance: EEI)
เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ไม่ว่าเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่
ระหว่างการใช้งาน หรือพักงาน หรือขณะถอดเพื่อทำความสะอาด ปรับปรุงเครื่องใหม่ หรือเคลื่อนย้ายภายใน
สถานที่ดังระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย หรือในระหว่างการดำเนินงานดังกล่าวข้างต้น หรือในระหว่าง
การติดตั้งเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นกลับเข้าไปใหม่ ซึ่งในกรณีใดก็ตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้จะให้
ความคุ้มครองภายหลังจากการทดลองเครื่องโดยสมบูรณ์ และเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้งานได้โดยแท้จริงแล้ว
เท่านั้น อันมีสาเหตุมาจากอุบัติภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน โดย
ผู้เอาประกันภัยมิได้เจตนาหรือมุ่งหวัง และไม่ได้ระบุไว้ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัย โดยจัดแบ่งความคุ้มครอง
ออกเป็น 3 หมวด คือ

 

หมวดที่ 1 ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Material Damage)
หมวดที่ 2 อุปกรณ์ที่ใช้เก็บบันทึกข้อมูล ซึ่งไม่อยู่ในตัวคอมพิวเตอร์ (External Data Media)
เช่น เทป ดิสก์ที่ใช้เก็บบันทึกข้อมูล ค่าใช้จ่ายในการจัดทำข้อมูลใหม่ และค่าบันทึกข้อมูลใหม่ลงไปอีกครั้ง
หมวดที่ 3 ค่าใช้จ่ายในการทำงานที่เพิ่มขึ้น (Increased Cost of Working) เช่น ค่าใช้จ่ายใน
การเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อมาทำงานแทนชั่วคราว ค่าจ้างบุคลากร และค่าขนส่ง
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของ หรือผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้งานเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ
เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในสำนักงาน อุปกรณ์โทรคมนาคม อุปกรณ์สื่อสารเครือข่ายคอมพิวเตอร์อุปกรณ์
อิเล็กทรอนิกส์ในงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
4.2.6 การประกันภัยหม้อกำเนิดไอน้ำและถังอัดความดัน (Boiler and Pressure Vessel
Insurance)
เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองความสูญเสียหรือเสียหายของหม้อกำเนิดไอน้ำและถังอัดความดันอัน
เนื่องจากการระเบิดหรือการยุบแฟบ (ซึ่งไม่ได้เกิดจากอัคคีภัย) จากความบกพร่อง หรือการใช้งานต่าง ๆ รวมถึง
ความสูญเสียหรือเสียหายต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่อาจ
เกิดขึ้นจากการระเบิดนั้น
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องใช้หม้อน้ำและถังอัดความดันในกระบวนการผลิต
4.3 การประกันภัยที่เกี่ยวกับความรับผิดตามกฎหมาย
4.3.1 การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance)
เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายของผู้เอาประกันภัยสำหรับความบาดเจ็บทาง
ร่างกาย หรือเสียชีวิต และ/หรือ ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ซึ่งบริษัทประกันภัยยินยอมที่จะ
ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็น
ผลมาจากความประมาทเลินเล่อของผู้เอาประกันภัย หรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัย หรือจากการประกอบการที่
เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เอาประกันภัย
บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย สำหรับความสูญเสีย หรือความเสียหาย
อันเกิดแก่บุคคลภายนอก ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดตามกฎหมายอันสืบเนื่อง หรือเป็นผลมาจากอุบัติเหตุ
จากการประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เอาประกันภัย ภายใต้ขอบเขตของการเสี่ยงภัยในระหว่างระยะเวลา
เอาประกันภัย ณ อาณาเขตความคุ้มครองซึ่งระบุในตารางกรมธรรม์ประกันภัย สำหรับ
1) ความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย การบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก
2) ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
3) ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี
ความคุ้มครองตามขอบเขตของการเสี่ยงภัยที่เอาประกันภัย (Description of Risk) มี 3 ข้อ คือ
1. ความรับผิดตามกฎหมายซึ่งเกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจ และเกิดขึ้นภายในหรือมีสาเหตุ
จากการใช้สถานที่ประกอบการที่เอาประกันภัย (Premise Liability) เช่น ผู้เอาประกันภัยเป็นร้านขายสุกี้ เกิด
อุบัติเหตุจากการที่พนักงานเสิร์ฟในร้านทำชามสุกี้ซึ่งมีน้ำที่ร้อนอยู่หกใส่แขนลูกค้าได้รับบาดเจ็บ เป็นต้น
2. ความรับผิดตามกฎหมายอันเกิดจากผู้เอาประกันภัยหรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัย ซึ่งทำงาน
ประจำ ณ สถานที่ประกอบการที่เอาประกันภัย ในขณะที่ออกไปปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของ ผู้เอาประกันภัย
ภายนอกสถานที่ประกอบการที่เอาประกันภัย (Vicarious Liability: Work away from the premises) เช่น

 

ผู้เอาประกันภัยเป็นบริษัทรับจ้างทำความสะอาด ได้ส่งพนักงานของบริษัทเข้าไปทำความสะอาดภายในสำนักงาน
แห่งหนึ่ง แล้วทำแจกันที่ตั้งอยู่บนตู้โชว์ตกลงมาแตก หรือเช็ดพื้นจนเปียกลื่น แต่ไม่ได้ตั้งป้ายเตือนให้ระวัง จนเป็น
เหตุให้ผู้ที่เดินเข้ามาติดต่องานในสำนักงานแห่งนั้นลื่นล้มขาหัก เป็นต้น
3. ความคุ้มครองความรับผิดที่เกิดจากการใช้เครื่องจักรกล (Plant Extension Cover) เช่น การ
ใช้รถยก (Forklift) เครน เครื่องชักรอก ปั้นจั่น หรือเครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้ในการยก ซึ่งมีการระบุไว้ในตาราง
กรมธรรม์ประกันภัย แต่ไม่รับประกันภัยเครื่องจักร
หากลักษณะธุรกิจของผู้เอาประกันภัย มีทั้งที่ทำอยู่ในสถานที่ประกอบการ และนอกสถานที่
ประกอบการด้วย เช่น เป็นร้านอาหารซึ่งมีทั้งแบบที่ให้ลูกค้านั่งรับประทานอาหารภายในร้าน และบริการรับจัดเลี้ยง
นอกสถานที่ด้วย ควรจะระบุว่าต้องการซื้อความคุ้มครองตามขอบเขตของการเสี่ยงภัยทั้ง ข้อ 1 และข้อ 2 เพื่อจะ
ได้รับความคุ้มครองที่ครบถ้วน
ส่วนอาณาเขตความคุ้มครองนั้นก็ขึ้นอยู่ขอบเขตการทำงานของผู้เอาประกันภัย หากทำงานอยู่เฉพาะ
ในสถานที่ประกอบการของผู้เอาประกันภัยเท่านั้น อาณาเขตความคุ้มครองก็คือสถานที่ประกอบการของ
ผู้เอาประกันภัย แต่ถ้าพนักงานของผู้เอาประกันภัยจะต้องเดินทางไปทำงานทั่วประเทศไทย ก็ควรจะระบุอาณาเขต
ความคุ้มครอง คือ ทั่วประเทศ เป็นต้น
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับผู้ประกอบกิจการต่าง ๆ เช่น ร้านค้าทั่วไป ร้านอาหาร สำนักงาน
โรงแรม ศูนย์การค้า ธุรกิจรับจ้างทำความสะอาดสถานที่ เป็นต้น
4.3.2 การประกันภัยเงินทดแทนแรงงาน (Workers’ Compensation Insurance หรือ
Workmen’s Compensation Insurance)
เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองผู้ประกอบการที่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างในระหว่างการจ้าง
งาน สำหรับกรณีการบาดเจ็บทางร่างกายอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ หรือการเจ็บป่วยรวมถึงการเสียชีวิตเนื่องจากการ
ทำงาน
การประกันภัยเงินทดแทนแรงงาน ให้ความคุ้มครองและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอา
ประกันภัยตามจำนวนที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินค่าทดแทนแรงงานตามที่ระบุในกฎหมายแรงงานสำหรับลูกจ้างที่
ประสบอุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือเสียชีวิต ขณะปฏิบัติหน้าที่ให้แก่นายจ้าง
การประกันภัยนี้เหมาะกับบริษัท หรือผู้ประกอบการทั่วไป
4.3.3 การประกันภัยความรับผิดของนายจ้างต่อลูกจ้าง (Employer’s Liability Insurance)
การประกันภัยความรับผิดของนายจ้างต่อลูกจ้าง จะให้ความคุ้มครองนายจ้างในกรณีที่ลูกจ้างได้รับ
บาดเจ็บ เจ็บป่วย เสียชีวิต เนื่องจากการทำงานให้กับนายจ้าง และลูกจ้างสามารถพิสูจน์ได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นนั้นมา
จากความประมาทเลินเล่อของนายจ้าง ลูกจ้างเหล่านั้นอาจเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน หรือเคยทำงาน
ให้แก่นายจ้างรายนั้น แต่มีอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในภายหลัง ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากงานที่เคยทำให้นายจ้างรายนั้น
ลูกจ้างเหล่านั้นอาจเรียกร้อง ฟ้องร้อง เรียกค่าชดใช้ความเสียหาย เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชย เนื่องจาก
การบาดเจ็บ เจ็บป่วย เสียชีวิตจากนายจ้าง หรือเรียกร้องเพิ่มเติมจากสวัสดิการที่นายจ้างเคยชดใช้ไปก่อนแล้ว
การประกันภัยความรับผิดของนายจ้างต่อลูกจ้าง จะคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายของนายจ้างตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่นายจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย
โดยอุบัติเหตุ หรือเป็นโรคซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติงานตามทางการที่จ้างของนายจ้าง อันเกิดจากความ
ประมาทเลินเล่อ ละเลยการดูแลเอาใจใส่สภาพความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างตามสมควรของนายจ้าง เช่น

 

อาคารสถานที่ อุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือเครื่องจักรของนายจ้าง ไม่ได้รับการตรวจซ่อมบำรุงรักษาให้อยู่ใน
สภาพที่ดีและปลอดภัย จนเป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับอุบัติเหตุ
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับนายจ้าง
4.3.4 การประกันภัยคุ้มครองการว่างงาน (Unemployment Insurance)
เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองผู้เอาประกันภัยที่เป็นลูกจ้าง กรณีถูกสถานประกอบการเลิกจ้าง
โดยลูกจ้างไม่มีความผิด หรือนายจ้างปิดกิจการและได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานแล้ว ทั้งนี้
ลูกจ้างต้องเป็นพนักงานประจำของนายจ้างไม่น้อยกว่า 180 วัน
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับลูกจ้างในสถานประกอบการทั่วไป
4.3.5 การประกันภัยผู้เล่นกอล์ฟ (Golfer’s Indemnity Insurance)
เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองแก่บุคคลภายนอกที่ได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย หรือทรัพย์สิน
เสียหายอันเกิดจากการเล่นกอล์ฟ การซ้อม หรือการฝึกหัดกอล์ฟของผู้เอาประกันภัย หรือผู้เอาประกันภัยได้รับ
อุบัติเหตุขณะอยู่ในสนามกอล์ฟ หรือสนามฝึกหัดกอล์ฟสาธารณะ หรืออุปกรณ์การเล่นกอล์ฟของ
ผู้เอาประกันภัยเสียหายหรือสูญหาย
ความคุ้มครองของการประกันภัยผู้เล่นกอล์ฟมีดังต่อไปนี้
1) ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย รวมถึง
ทรัพย์สินของบุคคลภายนอก บุคคลภายนอกที่จะได้รับความคุ้มครองต้องไม่ใช่ตัวผู้เอาประกันภัยเอง หรือบุคคลใน
ครอบครัวที่อยู่ด้วยกันกับผู้เอาประกันภัย และไม่ใช่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่ผู้เอาประกันภัยครอบครอง ดูแล
ควบคุม หรือกำลังใช้งานอยู่ด้วย
2) ความบาดเจ็บทางร่างกายของผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะและ
สายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ทุพพลภาพชั่วคราว หรือการรักษาพยาบาลซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอกโดย
อุบัติเหตุในขณะ หรือสืบเนื่องจากการฝึกหัด การซ้อม การเล่นในสนามกอล์ฟ หรือสนามฝึกหัดกอล์ฟสาธารณะ
3) ความสูญเสียหรือความเสียหายต่ออุปกรณ์การเล่นกอล์ฟของผู้เอาประกันภัย ได้แก่ ไม้กอล์ฟ
ถุงกอล์ฟ รถลากถุงกอล์ฟ โดยอุบัติเหตุในขณะที่ทำการฝึกหัด ซ้อม หรือเล่นกอล์ฟในสนามกอล์ฟ หรือสนามฝึกหัด
กอล์ฟสาธารณะ หรือในขณะเดินทางไปกลับโดยตรงระหว่างที่พักของผู้เอาประกันภัยกับสนามกอล์ฟ หรือสนาม
ฝึกหัดกอล์ฟสาธารณะ
4) รางวัลพิเศษในกรณีผู้เอาประกันภัยสามารถทำ “โฮล-อิน-วัน” ได้ในการเล่นหรือแข่งขันตาม
จำนวนเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่เล่นกอล์ฟ
4.3.6 การประกันภัยกิจการควบคุมประเภทที่ 3 (ปั๊มน้ำมัน) (Third Party Liability Insurance
for Gasoline Station)
ชื่อเต็มคือ การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายอันเกิดจากการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3
ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการควบคุมน้ำมัน

 

การเกิดเหตุไฟไหม้ หรือเกิดระเบิดขึ้นในปั๊มน้ำมัน คลังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลให้เกิด
ความเสียหายรุนแรงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบุคคลภายนอก ดังนั้นเพื่อเป็นการบรรเทาความรุนแรงนี้ จึงมี
กรมธรรม์ประกันภัยมาตรฐานสำหรับธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง หรือคลังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็น พ.ร.บ.
บังคับสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องมีกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยคุ้มครองความ
เสียหายจากอัคคีภัย หรือการระเบิดอันเกิดจากการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง
ในสถานที่ประกอบการ และทำให้เกิดความสูญเสียหรือความเสียหาย ดังนี้
1) การเสียชีวิต หรือความบาดเจ็บต่อร่างกาย หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง หรือความเจ็บป่วยของ
บุคคลภายนอก
2) ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับผู้ประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้ประกอบธุรกิจสถานี
บริการน้ำมันเชื้อเพลิง
4.3.7 การประกันภัยผู้ตรวจสอบอาคาร (Building Inspector Insurance)
ชื่อเต็มคือ การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายที่เกิดจากความบกพร่องในการปฏิบัติงานไม่เป็นไป
ตามเกณฑ์มาตรฐานการตรวจสอบตามกฎหมายในฐานะผู้ตรวจสอบอาคาร
เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายของผู้ตรวจสอบอาคารในเรื่องของความ
สูญเสีย หรือเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกขณะออกตรวจสอบอาคารเนื่องจากอุบัติเหตุ
หรือความบกพร่องในการปฏิบัติงานของผู้ตรวจสอบอาคาร โดยบริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนาม
ผู้เอาประกันภัยสำหรับความรับผิดตามกฎหมายในฐานะผู้ตรวจสอบอาคาร อันเป็นผลมาจากความสูญเสียหรือ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างระยะเวลาเอาประกันภัย ณ อาณาเขตประเทศไทย และเป็นผลทำให้เกิด
ความสูญเสีย ดังนี้
1) ความสูญเสียต่อร่างกาย และ/หรือ ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกโดยอุบัติเหตุ
ขณะที่ผู้เอาประกันภัยทำการตรวจสอบอาคาร
2) ความสูญเสียต่อร่างกาย และ/หรือ ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่เกิดขึ้นจาก
ความบกพร่องของผู้เอาประกันภัยในการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานการตรวจสอบตามกฎหมายใน
ฐานะผู้ตรวจสอบอาคาร
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับวิศวกรผู้ตรวจสอบอาคาร
4.3.8 การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายอันเกิดจากสินค้าไม่ปลอดภัย (Legal Liability
Insurance for Damages Arising from Unsafe Products)
พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 (Product
Liability Law) มีสาระสำคัญ คือ
1) กำหนดให้ผู้ประกอบการในประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายสินค้าต้องรับผิด
ทางแพ่งต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยและสินค้านั้นได้มีการขายแล้ว ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะ
เกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือความประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการหรือไม่ก็ตาม โดยใช้หลักความรับผิดแบบ
เคร่งครัด (Strict Liability)

 

2) ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีแทน เพียงแต่พิสูจน์ว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากสินค้าของ
ผู้ประกอบการ และการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้านั้นเป็นไปตามปกติธรรมดาเท่านั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการต้อง
รับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดจากการกระทำของ
ผู้ประกอบการแต่อย่างใด
3) กำหนดอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยไว้แตกต่าง
จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยให้ใช้สิทธิภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงความเสียหาย และ
ผู้ประกอบการที่ต้องรับผิดชอบ หรือภายในสิบปีนับแต่วันที่ขายสินค้านั้น
4) การฟ้องคดีให้ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง และเปิดโอกาสให้คณะกรรมการ
คุ้มครองผู้บริโภคและสมาคมที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคเป็น
ผู้ฟ้องคดีแทน
5). ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยสิทธิตามกฎหมายอื่น
“สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” หมายความว่า สินค้าที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็น
เพราะเหตุจากความบกพร่องในการผลิตหรือการออกแบบ หรือไม่ได้กำหนดวิธีใช้วิธีเก็บรักษา คำเตือน หรือข้อมูล
เกี่ยวกับสินค้า หรือกำหนดไว้แต่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชัดเจนตามสมควร ทั้งนี้โดยคำนึงถึงสภาพของสินค้า รวมทั้ง
ลักษณะการใช้งานและการเก็บรักษาตามปกติธรรมดาของสินค้าอันพึงคาดหมายได้
การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายอันเกิดจากสินค้าไม่ปลอดภัย ให้ความคุ้มครองความรับผิดตาม
กฎหมายของผู้เอาประกันภัยต่อผู้เสียหาย อันสืบเนื่องหรือเป็นผลมาจากผลิตภัณฑ์ที่เอาประกันภัยซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่
ปลอดภัย และเกิดเหตุการณ์ความเสียหายขึ้นภายในอาณาเขตความคุ้มครองที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่มีผลคุ้มครอง
ย้อนหลัง (Retroactive Date) ตามที่ระบุในตารางกรมธรรม์ประกันภัย และผู้เอาประกันภัยได้เรียกร้องค่าสินไหม
ทดแทนต่อบริษัทภายในระยะเวลาเอาประกันภัยตามเกณฑ์วันเรียกร้อง (Claim Made Basis) สำหรับ
1) ความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย การบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก
2) ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
3) ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี
และรวมถึงการล้มละลายหรือการมีหนี้สินล้นพ้นตัวของผู้เอาประกันภัย หรือของกองมรดกของ
ผู้เอาประกันภัย ซึ่งจะไม่เป็นการปลดเปลื้องบริษัทจากภาระผูกพันภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้
การประกันภัยนี้เหมาะสำหรับ
1) ผู้ผลิตหรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้า
2) ผู้ขายสินค้าที่ไม่สามารถระบุตัวผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้าได้
3)ผู้ใช้ชื่อ ชื่อทางการค้า หรือเครื่องหมายการค้าที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้า
4.3.9 การประกันภัยอิสรภาพ (Freedom Insurance หรือ Bail Bond Insurance)
การประกันภัยอิสรภาพเป็นการประกันภัยที่จัดขึ้นโดยมีแนวความคิดมาจากการที่ศาลยุติธรรม
จะจัดระบบการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย โดยเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถใช้หนังสือรับรองความรับผิด
ของบริษัทประกันภัยเป็นหลักประกันมาวางศาลได้
เมื่อผู้เอาประกันภัยได้ทำประกันภัยอิสรภาพแล้ว บริษัทประกันภัยจะออกหนังสือรับรองให้
ผู้เอาประกันภัยถือไว้ หากผู้เอาประกันภัยได้กระทำความผิดและตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างระยะเวลา
ประกันภัย ผู้เอาประกันภัยจะได้รับความสะดวกจากการที่สามารถใช้หนังสือรับรองนี้ยื่นแก่เจ้าพนักงานเพื่อใช้ใน
การประกันตัวโดยไม่ต้องหาหลักทรัพย์อื่นใดมาวางเป็นหลักประกัน

 

การประกันภัยอิสรภาพมี2 แบบ คือ
แบบที่ 1: ประกันภัยอิสรภาพก่อนกระทำความผิด
ให้ความคุ้มครองกรณีที่ผู้เอาประกันภัยถูกดำเนินคดี และถูกควบคุมตัวในคดีอาญาในฐานความผิดอัน
เนื่องมาจากการกระทำโดยประมาท ซึ่งบริษัทประกันภัยจะออกหนังสือรับรองตามจำนวนเงินเอาประกันภัยพร้อม
กับกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยนำไปใช้เป็นหลักประกันในการขอประกันตัวต่อเจ้าพนักงาน โดยไม่
ต้องยุ่งยากเสียเวลาไปหาหลักทรัพย์ประกันอื่น ๆ โดยคุ้มครองค่าปรับตามสัญญาประกันภัยที่วางไว้กับหน่วยงานที่
เป็นผู้สั่งปล่อยตัวชั่วคราว และมีระยะเวลาความคุ้มครอง 1 ปี
การประกันภัยแบบนี้เหมาะสำหรับ
1) บุคคลทั่วไป
2) ผู้ประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการกระทำที่อาจเป็นความผิดทางอาญา เช่น คนขับรถ แพทย์
วิศวกร สถาปนิก
แบบที่ 2: ประกันภัยอิสรภาพหลังกระทำความผิด
ให้ความคุ้มครองกรณีที่ผู้เอาประกันภัยถูกดำเนินคดีและถูกควบคุมตัวในคดีอาญาเฉพาะประเภทคดีที่
มีนโยบายรับประกันภัย โดยบริษัทประกันภัยจะออกหนังสือรับรองตามจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้เอา
ประกันภัย เพื่อนำไปใช้เป็นหลักประกันในการขอประกันตัวชั่วคราวต่อเจ้าพนักงาน และผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่
ต้องไปรายงานตัวตามกำหนดนัดของหน่วยงานทุกครั้ง โดยคุ้มครองจำนวนเงินค่าปรับที่ระบุไว้ในสัญญาประกันภัย
และหนังสือรับรองของบริษัทประกันภัย และมีระยะเวลาความคุ้มครองจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
การประกันภัยแบบนี้เหมาะสำหรับ
1) บุคคลทั่วไปที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่มีความประสงค์จะต่อสู้คดี
2) บุคคลทั่วไปที่ไม่มีหลักทรัพย์อื่นมาประกันตัว หรือมีแต่ไม่สามารถจัดหาได้ทันตามเวลา
4.3.10 การประกันภัยคุ้มครองผู้พักในหอพัก (Insurance covering Residents in the Dormitory)
เนื่องจากพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 มาตรา 57 กำหนดหน้าที่ของผู้ประกอบการหอพักต้องจัด
ให้มีการประกันภัยเพื่อคุ้มครองชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้พักตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมกิจการ
หอพัก เรื่อง หลักเกณฑ์การให้มีการประกันภัยเพื่อคุ้มครองชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้พัก
การประกันภัยคุ้มครองผู้พักในหอพัก มุ่งให้ความคุ้มครองผู้พักซึ่งขณะเริ่มเข้าพักครั้งแรกมีอายุไม่เกิน
25 ปี และอยู่ระหว่างการศึกษาในสถานศึกษาระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี ไม่ว่าจะพักอยู่ในหอพักสถานศึกษา หรือ
หอพักเอกชน โดยมีความคุ้มครอง ดังนี้

 

 

 

 

 

0 Comments On “ประเภทของการประกันวินาศภัย”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *